รับมือวิกฤตด้วยวิธี “ออกกำลังใจ ทุกข์ได้ แต่ใจต้องไม่กระเทือน”

by SME Thailand. 25 มีค. 2020
Share:



Main Idea
 
 
  • “ออกกำลังใจ ทุกข์ได้ แต่ใจต้องไม่กระเทือน” คือ หนังสือที่จะทำให้ได้เห็นมุมมองของคนที่เป็นพุทธกว่าคนทั่วไปมากขึ้น เป็นหนังสือพุทธๆ ที่อ่านไม่ยากและไม่พุทธจ๋าจนเกินไป ทั้งยังมีมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในสถานการณ์วิกฤตในวันนี้ได้
 
  • หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สุขง่ายๆ สุขสร้างได้ และ สุขอุดมคติ โดยหนังสือบอกให้เรา “คิดดี” เข้าไว้ เพราะมันจะเป็นเสมือนเข็มทิศให้เห็นในสิ่งที่เราหา ถ้ายิ่งคิดดี เราก็จะยิ่งเห็นแต่เรื่องดี แล้วเราก็จะมีความสุขมากกว่าทุกข์
 
  • สิ่งสำคัญคือการ “อยู่กับปัจจุบันขณะ” เพราะเรามักใช้เวลาความคิดไปกับ “อดีต” ไม่ก็ “อนาคต” จนไม่ค่อยจะใส่ใจกับปัจจุบันสักเท่าไหร่ เราทำงานวันนี้ เพราะเฝ้าหวังอนาคต กินอาหารคำนี้ แล้วคาดหวังถึงของหวานในจานถัดไป ไม่อยู่กับปัจจุบันขณะของเรา และไม่เคยใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันจริงๆ




     ชื่อเรื่อง : ออกกำลังใจ


     ผู้เขียน : ดร. ณัชร สยามวาลา


     สำนักพิมพ์ :  Amarin Dramma




     สรุปหนังสือ ออกกำลังใจ ทุกข์ได้ แต่ใจต้องไม่กระเทือน เล่มนี้เขียนโดย ดร.ณัชร สยามวาลา
               


     เป็นหนังสือที่เพื่อนสายธรรมะคนหนึ่งให้ผมมานานร่วมปีแล้ว ดูภายนอกเธอเป็นสาวมั่นจนอาจทำให้บางคนหมั่นไส้ได้ถ้าไม่รู้จักเธอ แถมยังเป็นสาวออฟฟิศที่ดูดีจนไม่น่าเชื่อว่าเธอจะไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่เป็นประจำ
               


     ตอนนั้นเราคุยกันว่าจะแลกหนังสือกันคนละเล่ม ผมให้หนังสือท่าน OSHO ไปหนึ่งเล่ม จำไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเล่มไหนใน 10 เล่มชุด Insight for a New Way of Living และเธอก็ให้หนังสือเล่มนี้กับผมมา เพราะในตอนนั้นผมคงหัวรั้นกว่าตอนนี้ ที่เชื่อว่าตัวเองไม่เชื่อในศาสนาเท่าไหร่นัก ไม่ว่าเธอจะพูดเรื่องไหนขึ้นมา ผมจะหาเหตุผลจากศาสตร์ต่างๆ มาตอบเธอได้ทันควัน
               


     จนเวลาผ่านไปใจเริ่มเย็นลงด้วยอายุที่มากขึ้น และก็เพิ่งได้หยิบหนังสือของท่าน OSHO กลับมาอ่านใหม่อีกครั้งทำให้ใจเรียกหาหนังสือแนวปรัชญาความเชื่อมาเติมเชื้ออีกหน่อย
               


     พอกวาดสายตาไปมายังชั้นหนังสือกลับพบว่าไม่เหลือปรัชญาหรือแนวความคิดให้อ่านอีกเลยนอกจากเล่มนี้ จากใจที่เคยมีอคติเล็กๆ ในตอนนั้น มาตอนนี้กลับพร้อมเปิดใจรับแบบพยายามทิ้งอคติไว้ให้มากที่สุด
               


     เพราะการที่เราคิดว่าเรารู้ จะเป็นการปิดกั้นความรู้ใหม่ที่จะเข้ามา จนเมื่ออ่านจบก็พบว่า หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน สุขง่ายๆ สุขสร้างได้ และ สุขอุดมคติ
               


     แม้เนื้อหาในส่วนที่ 3 จะออกไปทางพุทธจ๋า หนักไปทางปฏิบัติธรรมและความเชื่อ ที่ผมขอข้ามไม่พูดถึงเพราะยังไม่อินเท่าไหร่
               


      แต่ในส่วนที่หนึ่งที่เป็น สุขง่ายๆ นี้น่าสนใจ ที่ผู้เขียนสามารถหยิบเอาเรื่องการล้างจานให้กลายเป็นการทำสมาธิภาวนาและเป็นการทำทานไปได้!
               


      เพราะเศษอาหารคราบน้ำมันที่เราทิ้ง เราสามารถคิดว่าเป็นการทำทานให้กับบรรดาแบคทีเรียหรือเชื้อราทั้งหลาย ที่อยู่ตามท่อระบายน้ำที่ต้องการอาหารจากเศษที่เรากินเหลือ
               


     โอ้โห เป็นการตีความที่ทำให้การล้างจานที่น่าเบื่อกลายเป็นการทำบุญที่แทบไม่อยากแบ่งให้ใครล้างเลย
               


      หรือแม้แต่การล้างจานนั้นก็แนะนำให้ควรรู้ตัวทุกขณะ ตั้งแต่หยิบฟองน้ำ กวาดเศษอาหาร ล้างน้ำ กดน้ำยาล้างจาน ถูฟองน้ำกับจาน ล้างคราบมัน ไปกระทั่งเช็ดแล้วเก็บจาน
               


     ไม่น่าเชื่อกับแค่การล้างจานแสนจะธรรมดาก็กลายเป็นการทำสมาธิภาวนาขึ้นมาได้!
               


     หรือในบางบทที่มีการพูดถึงเรื่องความคิดที่เกี่ยวกับสมอง ที่บอกว่าคนเราชอบจำสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ สมมติวันนี้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเราสองอย่าง แต่เรากลับเลือกที่จะจดจำสองอย่างไว้ทั้งวันจนลืมเรื่องดีๆ สิบแปดอย่างที่เกิดขึ้นไปหมด
               


     ยอมรับว่าผมก็เป็น และนี่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิทยา ดังนั้นบางบทในเล่มนี้ก็เลยบอกว่าให้พยายาม “คิดดี” เข้าไว้ เพราะมันจะเป็นเสมือนเข็มทิศให้เราเห็นในสิ่งที่เราหา ถ้าเรายิ่งคิดดี เราก็จะยิ่งเห็นแต่เรื่องดี แล้วเราก็จะมีความสุขมากกว่าทุกข์
               


      แต่ถ้าเราคิดลบหรือทุกข์ตั้งแต่เช้า ทั้งวันเราก็จะเป็นวันที่ไม่ดีตามที่เราคิด
               


     เพราะเราไม่ได้เห็นโลกอย่างที่มันเป็น แต่โลกนั้นเป็นอย่างที่เราเห็น
               


     และสิ่งสำคัญในเล่มที่เป็น “แก่นพุทธ” ในความคิดผม (ขอย้ำว่าแค่ความคิดผมซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้) นั่นก็คือการ “อยู่กับปัจจุบันขณะ”
               


     เพราะ “ขณะ” ที่เราทำอะไรบางอย่างๆ “การเดิน” แต่ใจเรานั้นกลับ “ไม่ได้เดินอยู่กับเรา” เรามักจะใจลอยหรือคิดถึงสิ่งอื่นขณะที่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
               


     เรามักใช้เวลาความคิดไปกับ “อดีต” ไม่ก็ “อนาคต” จนไม่ค่อยจะใส่ใจกับ “ปัจจุบันขณะ” เท่าไหร่นัก หรืออาจไม่มีเลยก็ได้
               


     เราทำงานวันนี้ เพราะเฝ้าหวังอนาคตที่เราจะได้เลื่อนขั้น หรือเรากินอาหารคำนี้ แล้วคาดหวังถึงของหวานในจานถัดไป
               


     นี่แหละครับการไม่อยู่กับปัจจุบันขณะของเรา เราไม่เคยใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันจริงๆ เลย
               


     ขอบคุณเพื่อนปุ้ย(เพื่อนผมคนนี้ชื่อปุ้ยครับ) ที่ให้หนังสือเล่มนี้ผมมา ทำให้ผมได้เห็นมุมมองของคนที่เป็นพุทธกว่าคนทั่วไปมากขึ้น
               


     เป็นหนังสือพุทธๆ ที่อ่านไม่ยากและไม่พุทธจ๋าจนเกินไป มีมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อย




 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

 
Share:

Related Articles

​เหนื่อยนักต้องพักผ่อน เปิด Restflix บริการสตรีมมิ่ง ช่วยกล่อม SME ให้นอนหลับฝันดี

หลังจากผ่านพ้นวันอันเหน็ดเหนื่อย ทุกคนต้องการหลับตานอนบนเตียง แต่คนจำนวนมากไม่สามารถนอนหลับได้เต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีหลายเรื่องให้ต้องคิด ..

by SME Thailand.| 18 กย. 2020

​เจอวิกฤตจงเดินเข้าป่า! ชวน SME เรียนรู้ชีวิตไปกับหนังน้ำดี ‘Wild’ โดยบัณฑิต เทียนรัตน์

โลกหลังโควิดจะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะไปต่อเช่นไรหลังพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำตรงหน้า เราจะสู้มันอีท่าไหน? ..

by SME Thailand.| 11 กย. 2020

​สนามนักสู้ EP.1 : เริ่มธุรกิจด้วย ‘สิ่งที่ชอบ’ ต่อยอดในสิ่งที่ใช่! โดย ณัฐภูมิ รัฐชยากร

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณเกิดธุรกิจใหม่ๆ ได้! โดยเริ่มจากหัวใจแค่ 2 ข้อ คือทำในสิ่งที่ชอบ และเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ณ เวล..

by SME Thailand.| 10 กย. 2020