เรียนรู้การต่อสู้ของ 2 แบรนด์ดัง ตามรอยหนัง FORD V FERRARI

by SME Thailand. 17 กค. 2020
Share:
TEXT : บัณฑิต เทียนรัตน์





Main Idea
 
  • FORD V FERRARI คือเรื่องราวการฟาดฟันกันของบริษัทรถระดับโลกอย่าง ฟอร์ดและเฟอร์รารี่ แต่จะฟาดกันที่ไหนที่มันและสนุกไปกว่าในสนามแข่งรถเล่า
 
  • คำถามโลกแตกที่ยังคลาสสิกในวันนี้ก็คือ เป้าหมายกับวิธีการ สิ่งใดจะสำคัญกว่ากัน  หลายองค์กรอาจเลือกเป้าหมาย เพราะนั่นคือสิ่งที่ผลักดันให้เกิดวิธีการ แต่บางองค์กรเลือกวิธีการ เพราะถ้าวิธีการไม่สำคัญ จะไปถึงเป้าหมายสำเร็จได้อย่างไร
 
  • แต่สำหรับ “คาร์รอล” และ “เคน” เป้าหมายและวิธีการสำคัญพอๆ กัน ถ้าเป้าหมายคือเป็นผู้ชนะให้แก่ผู้ว่าจ้าง เขาต้องยอมย่อหย่อนวิธีการ ต่อให้ตบตีกับผู้บริหารก็ต้องยอม แต่ในบางจังหวะ ถ้าชัยชนะเข้ามาบั่นทอนวิธีการ เขาก็ยินดีจะถนอมความสัมพันธ์มากกว่า
 


 
 
      หนึ่งในหนังตัวเต็งบนเวทีออสการ์ของปี 2020 ที่ผ่านมา ก็คือเรื่อง FORD V FERRARI


     ตัว V มาจาก Versus ที่บอกชัดว่า นี่คือเรื่องราวการฟาดฟันกันของบริษัทรถระดับโลก ฟอร์ดและเฟอร์รารี่ และจะฟาดกันที่ไหนที่มันไปกว่าในสนามแข่งรถเล่า





      หนังย้อนไปในยุค’60 ตั้งแต่ฟอร์ดเล็งเห็นความเท่ของเฟอร์รารี่ แบรนด์อิตาเลียนที่เป็นเจ้าสนามในการชิงชัยความเร็วอยู่เสมอ ฟอร์ดเป็นบริษัทอเมริกันที่กำลังขาลง เริ่มเห็นว่าถ้าตนเองเท่ๆ คูลๆ ได้แบบเฟอร์รารี่ ยอดขายจากคนรุ่นใหม่น่าจะเข้ามากู้สถานการณ์ได้


     แต่เฟอร์รารี่เอาดีในสนามแข่งมากไปหน่อย กิจการก็เลยขาดทุนจนต้องขายหุ้น ฟอร์ดอาศัยจังหวะนี้เข้าไปเจรจาเทกโอเวอร์ แต่นอกจากจะเทกไม่ได้แล้ว (เพราะโดนเฟียตมาตัดหน้าไป) ผู้บริหารเฟอร์รารี่ ยังฝาก “คำด่า” สไตล์อิตาเลียนไปให้แก่ผู้บริหารฟอร์ดด้วย เหตุเพราะในสัญญา ฟอร์ดสกัดดาวรุ่งไม่ยอมให้เฟอร์รารี่ได้แข่งรถอีกต่อไป แทนที่จะได้เป็น “คู่ค้าสมประโยชน์” กัน เลยกลายเป็นศัตรูกันไปนับแต่นั้น


     และฟอร์ดก็กล้าดีพอที่จะแก้แค้นเฟอร์รารี่ในสนามแข่งรถ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของทีมงานฟอร์ด เพราะฟอร์ดมอเตอร์เคยทำรถแข่งเสียที่ไหน





     ฟอร์ดมีเวลาแค่ 90 วันที่จะเข้าชิงชัยในสนามแข่งที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ สนามเลอมองส์ 24 ชั่วโมง เหตุเพราะเฟอร์รารี่เป็นเจ้าสนามที่นี่มาหลายปี ถ้าขยี้เฟอร์รารี่ได้ โลกก็จะเป็นประจักษ์พยานให้หายแค้น


     แต่ฟอร์ดไม่ถนัดรถแข่งนี่นะ เขาจึงต้องว่าจ้าง “คาร์รอล เชลบี้” นักแข่งอเมริกันที่เคยชนะที่สนามโหดนี้มาก่อน เพื่อมาสร้างทีมเพื่อคว้าชัย “เงินมันซื้อไม่ได้ทุกสิ่งหรอกนะ” คาร์รอลแย้งไป แต่ฟอร์ดตอบว่า “แต่เงินซื้อความเร็วได้ไม่ใช่เหรอ?” คาร์รอลปิดท้ายให้ว่า “มันไม่เกี่ยวกับความเร็วหรอก”


     อย่างไรก็ดี คาร์รอลก็ไม่ทิ้งโอกาส เขาดึงเพื่อนรักของเขา เคน ไมลส์ นักแข่งรถชาวอังกฤษสุดห่ามแต่มือดีเข้ามาร่วมหัวจมท้ายด้วย


     เคนไม่อยากรับงานนี้เท่าไร เขาบอกเพื่อนรักว่า ตัวตนของฟอร์ดมอเตอร์คือพ่อค้า “คนอย่างพวกนั้นมันไม่ใช่คนอย่างเรา” เคนคงจะหมายถึงว่า พันธมิตรที่คบหากันแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ใช่มิตรที่แท้จริง แต่ความสัมพันธ์ของเคนกับคาร์รอล มันไม่ฉาบฉวยเช่นนั้น หนังจับความสัมพันธ์ของเคนและคาร์รอลขึ้นเป็นจุดแข็งของเรื่อง เป็นความผูกพันในแบบคนจริง ชนิดที่มองตาก็รู้ใจ ไว้ใจเชื่อใจ จะเรียกว่า เพี้ยนเสมอกันก็อาจจะพอได้ เป็นเพื่อนที่มิได้รักใคร่กันด้วยผลประโยชน์ แต่หล่อเลี้ยงกันด้วยน้ำจิตน้ำใจอย่างแท้จริง





     ย้อนกลับไปที่การแข่งรถที่สนามเลอมองส์ ประเทศฝรั่งเศส สนามนี้ดุเดือดระดับที่ต้องขับแข่งกันตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพัก อนุญาตให้ผลัดคนขับได้ 3 คน และหยุดได้เล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์เท่านั้น สถิติของรถที่จะคว้าชัยก็คือ จะต้องขับโดยมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง!


     แต่อย่างที่คาร์รอลบอกไว้ว่าไม่เกี่ยวกับความเร็ว เพราะมันเกี่ยวกับคนขับโดยตรงที่เป็นคนควบคุมความเร็วต่างหาก ซึ่งการทำรถแข่งของฟอร์ดในปีแรกพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป เพราะผู้บริหารฟอร์ดไม่ยอมให้เคนเป็นคนขับ “เขาห่ามเกินไป ไม่ใช่คนในแบบฉบับของฟอร์ด” ผู้บริหารฟอร์ดว่าอย่างนั้น


     แบบฉบับของฟอร์ดเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างที่เคนติงไว้ก่อนหน้านั่นเองคือ เป็นเศรษฐีอเมริกันติดหรู และที่สำคัญ ผลประโยชน์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด คนไหนหมดค่าก็ถูกเฉดทิ้งอย่างไม่ไยดี


     คาร์รอลอาศัยจังหวะที่ฟอร์ดพ่ายแพ้ เข้าไปกระชากแบบฉบับของฟอร์ดทิ้ง และยื่นข้อเสนอว่าถ้าอยากได้ชัยชนะก็ต้องให้เคนเป็นคนขับเท่านั้น เขาเป็นคนเดียวที่ใจถึงและคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เหนือกว่าความเร็ว ผู้บริหารฟอร์ด ตกที่นั่งลำบาก จึงต้องยอมให้แก่คนไม่ใช่แบบฉบับของฟอร์ดดูสักที





     ผลก็คือคนห่ามอย่างเคนนี่แหละ ที่นอกจากใจถึงแล้ว ก็ยังบ้าพอจะทำอะไรบ้าบิ่นภายใต้การสั่งการของเพื่อนรักอย่างคาร์รอลที่ดีเดือดไม่แพ้กัน ร่วมกันนำชัยชนะอย่างน่าอัศจรรย์มาให้แก่ฟอร์ด เขานำพารถอีก 2 คันที่แข่งร่วมเข้าสู่เส้นชัยได้อย่างสง่าผ่าเผย


     แต่แทนที่ เคน ไมลส์ จะเป็นผู้ได้ถือถ้วยและเขย่าแชมเปญในฐานะผู้ชนะ ด้วยความเจ้าเล่ห์เจ้ากลของผู้บริหารฟอร์ด กลับทำให้ผู้แข่งร่วม (ซึ่งเป็นคนในแบบฉบับของฟอร์ด) ได้เป็นผู้เปิดแชมเปญแทน


     ฟอร์ดได้แก้แค้นเฟอร์รารี่สมใจแล้ว ภารกิจบรรลุเป้าหมายแล้ว โลกได้เป็นประจักษ์พยานแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไยดีอะไรกับคาร์รอลและเคนอีก ก็จะแปลกอะไร ในเมื่อพวกเขาก็ไม่ได้เป็นมิตรกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อสมประโยชน์แล้วก็ทางใครทางมัน





     คำถามโลกแตกที่ยังคลาสสิกก็คือ เป้าหมายกับวิธีการ สิ่งใดจะสำคัญกว่ากัน (The Process or The Product?) หลายองค์กรอาจเลือกเป้าหมาย เพราะนั่นคือสิ่งที่ผลักดันให้เกิดวิธีการ แต่บางองค์กรเลือกวิธีการ เพราะถ้าวิธีการไม่สำคัญ จะไปถึงเป้าหมายสำเร็จได้อย่างไร


     แต่สำหรับคาร์รอลและเคน เป้าหมายและวิธีการสำคัญพอๆ กัน ถ้าเป้าหมายคือเป็นผู้ชนะให้แก่ผู้ว่าจ้าง เขาต้องยอมย่อหย่อนวิธีการ ต่อให้ตบตีกับผู้บริหารก็ต้องยอม แต่ในบางจังหวะ ถ้าชัยชนะเข้ามาบั่นทอนวิธีการ เขาก็ยินดีจะถนอมความสัมพันธ์มากกว่า


     พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นกับจังหวะและสถานการณ์


     หนทางโคจรของบริษัทยักษ์ใหญ่และอันเดอร์ด็อคอย่างพวกเขา จึงมาบรรจบกันด้วยจุดใดจุดหนึ่งระหว่างสองขั้วนี้ วิ่งไปวิ่งมาจนแต่ละฝ่ายบรรลุความพอใจ ก็ผละกันไปอย่างไม่หวนมาเจอกันอีก





      แต่อย่าคิดว่าพวกเขาจะไม่เผาผีกัน เพราะไม่มีความจำเป็นอย่างใดเลยที่จะต้องโกรธเคืองกันเมื่องานจบ ความขัดแย้งระหว่างการร่วมงานเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องเข้าใจและยอมรับ เพราะไม่มีงานใดที่จะไม่มีความเห็นแตกต่าง สำคัญว่าถ้าคุณจัดการมันได้ คุณก็เป็นมืออาชีพเพียงพอ และต้องไม่ลืมว่า โลกนี้ไม่มีที่พอสำหรับมือสมัครเล่น


     ปัจจุบัน เฟอร์รารี่ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสปอร์ต ความหรูหรา ความร่ำรวย และความเร็ว สม่ำเสมอมาไม่เสื่อมคลาย ฟอร์ด ก็ยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยผลิตรถยนต์เป็นอันดับสองของโลก รองจากเจเนรัลมอเตอร์ ส่วนคาร์รอล และเคน จากโลกนี้ไปแล้วทั้งคู่ เคนจากไปก่อนวัยอันควร ด้วยอุบัติเหตุขณะกำลังทดสอบรถ คาร์รอล ยึดอาชีพนักพัฒนารถจนถึงบั้นปลายของชีวิต ก่อนจากไปในวัยเกือบเก้าสิบ


     ทั้งคู่บรรลุหมดแล้วทุกสิ่งที่ชีวิตหนึ่งพึงกระทำ ทั้งความสำเร็จในการงาน และความสัมพันธ์น้ำมิตร ซึ่งอย่างหลังนั้น เงินหรือความเร็วก็แลกมาไม่ได้
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
 
 
Share:

Related Articles

​Who Am I ? อย่าให้ใครเป็นเข็มทิศให้เรา โดย ชนรรค์ สมบูรณ์เวชการ

เราทุกคนต้องเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเกิดมาทำไม” ทางเดินชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตทำไมไม่สวยหรูเหมือนคนอื่นที่เราเห็นว่าประสบความสำเร็จ ในเวลานี้เรากำ..

by SME Thailand.| 25 กย. 2020

​เหนื่อยนักต้องพักผ่อน เปิด Restflix บริการสตรีมมิ่ง ช่วยกล่อม SME ให้นอนหลับฝันดี

หลังจากผ่านพ้นวันอันเหน็ดเหนื่อย ทุกคนต้องการหลับตานอนบนเตียง แต่คนจำนวนมากไม่สามารถนอนหลับได้เต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีหลายเรื่องให้ต้องคิด ..

by SME Thailand.| 18 กย. 2020

​เจอวิกฤตจงเดินเข้าป่า! ชวน SME เรียนรู้ชีวิตไปกับหนังน้ำดี ‘Wild’ โดยบัณฑิต เทียนรัตน์

โลกหลังโควิดจะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะไปต่อเช่นไรหลังพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำตรงหน้า เราจะสู้มันอีท่าไหน? ..

by SME Thailand.| 11 กย. 2020