อยู่กับ ‘ความเครียด’ อย่างไรให้เป็นสุข ในโลกการทำงานที่ต้องวิ่งแข่งตลอดเวลา

by SME Thailand. 21 สค. 2020
Share:
TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea
 
 
  • การทำธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่การวิ่งมาราธอน แต่คือการวิ่งแข่งระยะไกล ที่ต้องทั้งเร็วและหยุดนิ่งไม่ได้  สิ่งเหล่านี้ก่อเกิดเป็นความกดดันที่โถมใส่ผู้ประกอบการ SME และเหล่าคนทำงาน หลอมเป็นระดับความเครียดที่ตกค้างในจิตใจเพิ่มขึ้นทุกวัน
 
  • ภาวะความเครียดมีทั้งด้านบวกและด้านลบ หากอยู่ในปริมาณพอดิบพอดีก็สามารถเป็นแรงผลักดันในการทำงานได้ แต่ถ้ามากเกินไป ก็อาจทำให้ใจเราป่วย เหนื่อยล้า หมดไฟ ไล่ไปจนหมดแรงที่จะต่อสู้กับงานและการใช้ชีวิตได้เช่นกัน
 
  • มาฟังหนทางรับมือกับความเครียด และทำจิตใจให้เป็นสุข ในโลกการทำงานยุคใหม่ ที่ความเครียดมีอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ลูกค้าเหวี่ยงวีนใส่ ขายงานไม่ได้  หรือแม้แต่แค่ใครสักคนอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ 




      ว่ากันว่าการทำธุรกิจยุคนี้ก็เหมือนการวิ่งแข่งระยะไกล ที่ต้องทั้งเร็ว ปรับตัวไว และหยุดนิ่งไม่ได้


       สิ่งเหล่านี้เองที่สั่งสมความเครียดให้กับผู้ประกอบการ SME และเหล่าคนทำงานยุคนี้ให้ต้องรับมือไม่เว้นแต่ละวัน


      ตั้งแต่ลูกค้าเหวี่ยงวีนใส่ เจ้านายใช้อารมณ์ ขายงานไม่ได้  หรือแม้แต่เพียงแค่ใครสักคนอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ 
               

       “ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช” อาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา มีเทคนิคการดูแลสุขภาพจิตของคนวัยทำงาน ที่ผู้ประกอบการ SME ก็นำไปปรับใช้ได้ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย!
 




 
  • รู้จักความเครียดกันหน่อย


       “ความเครียด” หรือภาวะความเครียดเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราเผชิญกับความต้องการในงานหรือชีวิตส่วนตัว หลายคนอาจคิดว่าความเครียดมีแต่เรื่องลบๆ แต่จริงๆ แล้วหากเกิดในระดับที่เหมาะสม ความเคร่งเครียดนั้นก็จะกลายเป็นแรงผลักดันทำให้เราตื่นตัวและรู้สึกต้องการที่จะทำงาน เรียกง่ายๆ ว่า มีไฟ จนอาจนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้


       แต่ถ้าเกิดในระดับที่สูงเกินไปภาวะเครียดที่ว่า ก็จะย้อนกลับมาเล่นงานสุขภาพกายและใจของเราได้เช่นกัน




 
  • คุณเครียดขั้นไหน ใน 4 ระดับความเครียด
 

      ก่อนจะจัดการกับความเครียด ลองมาสำรวจตัวเองดูก่อนว่า คุณเครียดขั้นไหน โดยความเครียดมี 4 ระดับ ประกอบด้วย


       ระดับที่ 1 : Fatigue   


       คือความเครียดที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะทางด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งที่ตามมาคือเราจะเริ่มมองสิ่งต่างๆ ในด้านลบมากขึ้น เห็นอะไรก็จะรู้สึกลบไปหมด ซึ่งพอสั่งสมขึ้นเรื่อยๆ ก็จะนำไปสู่ขั้นที่ 2


      ระดับที่ 2 : Pain 


      ในขั้นนี้จิตใจจะเริ่มเกิดความทุกข์ รู้สึกวิตกกังวลและร่างกายจะรู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่ว่าจะอาการปวดหัวปวดท้อง หรือปวดเมื่อยตามร่างกายก็ตาม


       ระดับที่ 3 : Burnout  


       หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ภาวะหมดไฟ” นี่คือความเครียดในระดับ Burnout  ซึ่งคล้ายกับแบตเตอรี่ของคนเราที่เริ่มไฟอ่อนลงเรื่อยๆ เราจะเริ่มไม่มีความสุขในการทำงาน ผลงานไม่มีประสิทธิภาพ  ไม่อยากทำงานเพราะรู้สึกว่าทำไปก็ไม่สำเร็จ อีกอาการที่ตามมาคือ เริ่มพยายามปลีกตัวเองออกจากสังคม หลบหลีกการพบเจอผู้คน ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน หรือว่าลูกค้า


       ระดับที่ 4 : Break Down


      ความเครียดในระดับนี้จะเป็นขั้นหยุดหรือขั้นล้มตัว นั่นคือไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ หรือคิดว่ามันยากเย็นเหลือเกินที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้ เปรียบเทียบกับรถที่ไม่ใช่แค่หมดน้ำมัน แต่มันเป็นรถที่หยุดวิ่งเลยทีเดียว
 

 
  • 3 เทคนิครับมือความเครียด


       เพราะการทำงานและธุรกิจ หลีกเลี่ยงที่จะเกิดความเครียดไม่ได้ ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เรามีระดับความเครียดที่เหมาะสม และรับมือกับภาวะความเครียดได้ดี มีไฟที่จะมุ่งมั่นกับการทำงานขึ้นมาอีกครั้ง


       ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แนะนำ 3 แนวทางง่ายๆ ดังนี้





      1.พัก-ฟื้น


       ขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการพักและการฟื้นตัว เช่นเดียวกับ นักกีฬา หรือนักวิ่ง ที่หลังจากออกกำลังกายใหม่ๆเราจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นร่างกายเพื่อให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ เพราะฉะนั้นการพักเป็นสิ่งสําคัญ แต่ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้น ยังรวมถึงสุขภาพจิตใจของเราด้วย


       โดยการทำงานในแต่ละวันรวมถึงปัญหาชีวิตและครอบครัว อาจดูดพลังงานของเราไป ฉะนั้นจึงต้องหมั่นเติมพลังให้กับตัวเองในทุกๆ วัน ต้องหัดปิดสวิตช์จิตใจของเราจากงานบ้าง ซึ่งการปิดสวิตช์จะทำให้สุขภาพจิตของเราดียิ่งขึ้นและสิ่งที่ตามมาคือสมรรถนะในการทำงาน และการสร้างผลงานที่ดีได้


      จากนั้นลองหาเวลาไปฟื้นตัวเอง โดยการทำกิจกรรมผ่อนคลายต่างๆ เช่น การนอน อ่านหนังสือ ออกไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ก็เป็นแนวทางช่วยให้เราฟื้นพลังได้


      อีกแนวทางคือความเชี่ยวชาญหรือการเรียนรู้ โดยให้ลองค้นหากิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้เราเพิ่มความท้าทายในการที่จะพัฒนาตัวเอง โดยที่ไม่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น การเรียนทำอาหาร การเล่นดนตรี วาดรูป เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้เหล่านี้ จะทำให้เรามีอารมณ์ที่ดีขึ้น และทำให้สามารถรับรู้ถึงประสิทธิภาพของตัวเราเองได้ด้วย






      2.เผชิญหน้ากับปัญหา



      สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเราไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มีกลยุทธ์ในการเผชิญกับปัญหาอยู่ 2 รูปแบบ


      รูปแบบที่ 1 จะเป็นกลยุทธ์การเผชิญปัญหาที่เน้นไปยังตัวอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การระบายอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นการบ่นออกมาตรงๆ หรือเก็บอารมณ์เอาไว้กับตัวเอง การนั่งสมาธิหรือการดึงดูดความสนใจของเราไปยังสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวปัญหา


       รูปแบบที่ 2 มุ่งเน้นไปยังปัญหา  ซึ่งในทางจิตวิทยากลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปยังปัญหา จะช่วยป้องกันไม่ให้เราเกิดภาวะหมดไฟได้ หรือถ้ากำลังเผชิญหน้ากับภาวะหมดไฟอยู่ ก็อาจทำให้เรากลับสู่ภาวะความเครียดที่ดีๆ ได้เช่นกัน วิธีการคือ ลองพยายามปรับเปลี่ยนสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์หรือว่าเกิดความเครียด รวมถึงพยายามแก้ไขสถานการณ์ลบที่เกิดขึ้น ซึ่งหากรู้สึกว่าปัญหาใหญ่เกิดไปก็อาจรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้


      วิธีการต่อมาคือ การสื่อสารความรู้สึกด้วยเทคนิค Assertive Communication ซึ่งเป็นการสื่อสารความต้องการของเราและความรู้สึกของเราแบบตรงไปตรงมา ชัดเจนแต่ยังอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจเห็นใจซึ่งกันและกัน เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน


      อย่างต่อมาคือ  Social Connection หรือความเชื่อมโยงกับคนในสังคม โดยหากจำเป็นต้องการที่จะได้รับความช่วยเหลือ เราสามารถถามจากคนรอบข้าง เพื่อให้มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นและได้รับกำลังใจที่ดีขึ้น ในเวลาเดียวกันเราไม่ได้เป็นผู้รับอย่างเดียว แต่ควรเป็นผู้ให้ด้วย






      3. การจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง



      วิธีการสุดท้ายคือ Self-Instructional  คือการจัดการกับปัญหาด้วยตัวเองแบบเข้าใจตัวเอง ซึ่งมีอยู่ 3 วิธี เริ่มจาก


      วิธีที่ 1.การเข้าใจภาวะความเครียดของตัวเอง


      โดยต้องทำความรู้จักว่าความเครียดหรือภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร อาการทางร่างกายที่เรารู้สึกอยู่เป็นแบบไหน ต้องหมั่นสังเกตตัวเองและทำความเข้าใจ ต้องพยายามเข้าใจว่า สาเหตุของความเครียดนั้นคืออะไร อะไรที่กระตุ้นให้เราเผชิญกับความเครียดในระดับที่สูงเกินไป แล้วเราหลีกเลี่ยงมันได้หรือไม่ หรือจะลดมันลง ตลอดจนจะอยู่กับมันได้อย่างไรไม่ให้มากวนใจเรามากเกินไป


      วิธีที่ 2.เป้าหมาย มาตรฐาน และขอบเขต


      เริ่มจากเป้าหมายก่อนเป้าหมาย คืออะไรบ้างการทำงานของเราก็มีเป้าหมายชีวิตของเราก็คงมีเป้าหมายเช่นกัน
หนึ่งเลยก็คือต้องถามตัวเองก่อนว่าเป้าหมายของเรามันใหญ่เกินไปหรือเปล่ามันไกลไปหรือเปล่า ถ้าไกลเกินไปย้อนมันออกอาจจะตั้งเป้าหมายที่ 1 เดือน 2 เดือนเราจะได้รู้สึกว่าเราทำมันสำเร็จแล้วมันก็จะเพิ่มความรู้สึกว่าเรามีประสิทธิภาพ เราสามารถทำอะไรให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกับอย่างที่


      สองคือเป้าหมายมันยากไปไหมถ้าอยากก็ประมาณให้มันง่ายขึ้นหน่อย ต่อมามาตรฐานบางคนเป็นเพอร์เฟคชั่นนิส รู้สึกว่าอยากจะทำอะไรให้มันสมบูรณ์เราก็จะตั้งมาตรฐานของเราที่สูงมากกว่าที่จะอยู่บนพื้นฐานของความจริงสำคัญอีกอันนึงก็คือเรื่องของขอบเขต เข้าใจขอบเขตของตัวเองอะไรที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของเรา เราสามารถที่จะปฏิเสธได้โดยใช้วิธี Assertive Communication ตอบปฏิเสธแบบตรงไปตรงมาด้วยความเคารพ






      วิธีที่ 3.ยอมรับกับปัญหา


      สุดท้ายเมื่อเจอกับปัญหาพยายามยอมรับให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร บางทีอาจเพราะมันยากเกินไป เพราะเราไม่มีเครื่องมือ อาจขาดทักษะ พยายามตีความออกมาแล้วหาโซลูชั่นไปแก้ไขปัญหานั้น วิธีการนี้จะทำให้เรามองเห็นความหวังทางจิตใจมากขึ้น เห็นหนทางว่ายังพอแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องถึงทางตันแบบที่เราแอบทุกข์ตลอดไป
 

      อาจารย์นักจิตวิทยาบอกเราว่า ภาวะความเครียดเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้เราอาจจะเผชิญกับระดับความเครียดที่สูง แต่หากสามารถดูแลและรับมือได้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆ ไป ความเครียดก็จะลดลงและกลับมาอยู่ในระดับที่พอดี ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราควรหันมาดูแลสุขภาพจิตใจของเราเอง และแต่ละคนก็มีเทคนิคในการรับมือกับความเครียดที่แตกต่างกันไป


      ลองหาเทคนิคที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วทุกคนก็จะสามารถผ่านภาวะความเครียดนี้ไปได้
 



 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​เหนื่อยนักต้องพักผ่อน เปิด Restflix บริการสตรีมมิ่ง ช่วยกล่อม SME ให้นอนหลับฝันดี

หลังจากผ่านพ้นวันอันเหน็ดเหนื่อย ทุกคนต้องการหลับตานอนบนเตียง แต่คนจำนวนมากไม่สามารถนอนหลับได้เต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีหลายเรื่องให้ต้องคิด ..

by SME Thailand.| 18 กย. 2020

​เจอวิกฤตจงเดินเข้าป่า! ชวน SME เรียนรู้ชีวิตไปกับหนังน้ำดี ‘Wild’ โดยบัณฑิต เทียนรัตน์

โลกหลังโควิดจะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะไปต่อเช่นไรหลังพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำตรงหน้า เราจะสู้มันอีท่าไหน? ..

by SME Thailand.| 11 กย. 2020

​สนามนักสู้ EP.1 : เริ่มธุรกิจด้วย ‘สิ่งที่ชอบ’ ต่อยอดในสิ่งที่ใช่! โดย ณัฐภูมิ รัฐชยากร

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณเกิดธุรกิจใหม่ๆ ได้! โดยเริ่มจากหัวใจแค่ 2 ข้อ คือทำในสิ่งที่ชอบ และเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ณ เวล..

by SME Thailand.| 10 กย. 2020