ในปีๆ หนึ่งโลกต้องสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่ามากถึง 10 ล้านเฮกตาร์ต่อปี ( 1 Hectare = 10,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 6.25 ไร่) เทียบเท่าสนามฟุตบอล 27 สนามทุกนาที โดย 95% เกิดขึ้นในเขตร้อน เช่น บราซิลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ที่มา : media.market.us) ที่น่าตกใจ คือ พบว่ากว่า 90% ของการตัดไม้ทำลายป่าล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ว่าการขยายพื้นที่เกษตรกรรม, การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเอง ซึ่งส่งผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมากถึง 10%-15% เลยทีเดียว
จากผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้นทำให้หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจเองกลับมาตระหนักให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จนบางกลุ่มประเทศถึงขั้นออกกฎหมายจริงจัง ห้ามนำเข้าสินค้าจากการตัดไม้ทำลายป่า หนึ่งในนั้น คือ “EUDR” กฎหมายใหม่แห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยเรื่องสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อส่งเสริมลดการตัดไม้ทำลายป่าจากทั่วโลก มีเนื้อหาสาระสำคัญและน่าสนใจอย่างไรบ้าง ไปดูกัน
EUDR คือ อะไร?
EUDR ย่อมาจากคำว่า “EU Deforestation Regulation” คือ กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะนำเข้าหรือจำหน่ายในยุโรป ต้องแสดงหลักฐานว่าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรมนับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2020 เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการบริโภคของยุโรปต่อการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก และพลิกฟื้นการสูญเสียป่าและการเสื่อมโทรมของที่ดินภายในปี 2030
โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากกฎหมายเดิม คือ “EUTR” (EU Timber Regulation) : กฎหมายควบคุมการค้าไม้ของสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมในขอบเขตที่แคบกว่าเฉพาะสินค้าที่ผลิตอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ EUDR หรือระเบียบใหม่นี้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า” แม้ว่าจะผลิตอย่างถูกกฎหมายก็ตาม
ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, โกโก้, กาแฟ, ถั่วเหลือง, เนื้อวัว, และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปของสินค้าเหล่านี้ เช่น เฟอร์นิเจอร์, กระดาษ, ถุงมือยาง, ช็อกโกแลต ฯลฯ
โดยกำหนดให้บริษัทใดๆ ก็ตามที่นำเข้า ผลิต หรือส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังหรือจากตลาดสหภาพยุโรป ทั้งที่ตั้งอยู่ในสหภาพยุโรปและต่างประเทศ ในธุรกิจทุกขนาดไม่ว่ารายใหญ่ หรือรายย่อย ครอบคลุมหลายภาคส่วน อาทิ ภาคอาหารและเครื่องดื่ม, ภาคแฟชั่น, ภาคอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR
ทำไม EU ถึงหันมาให้ความสำคัญสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า?
สาเหตุเนื่องมาจากนับตั้งแต่ปี 2014 สหภาพยุโรปถือเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าเขตร้อนรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน เฉพาะในปี 2017 ปีเดียว สหภาพยุโรปมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำลายป่าทั่วโลกที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศถึง 16% ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ป่า 203,000 เฮกตาร์
โดยในปี 2021 สหภาพยุโรปถือเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตร 5 ประเภท ได้แก่ โกโก้, กาแฟ, น้ำมันปาล์ม, ยางพารา และถั่วเหลือง มากที่สุด 5 อันดับแรกของโลก (เฉพาะเมล็ดโกโก้และกาแฟเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดในโลก) ขณะที่บรรดาสินค้าเกษตรที่สหภาพยุโรปรับซื้อ ได้แก่ เนื้อวัว, โกโก้ และน้ำมันปาล์ม มีความเชื่อมโยงกับการทำลายป่ามากที่สุดจากประเทศต้นทาง โดยจากสินค้าเกษตรทั้งหมด 160 รายการที่สหภาพยุโรปนำเข้า มีเพียง 6 รายการเท่านั้น ได้แก่ เนื้อวัว น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง โกโก้ กาแฟ และยางพารา ที่รวมกันแล้วมีปริมาณมากถึง 58% ที่ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียป่าไม้ที่เกิดจากการนำเข้าของสหภาพยุโรป
หลักการสำคัญของ EUDR มีอะไรบ้าง?
1.ห้ามสินค้าจากการตัดไม้ทำลายป่า
โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่าสินค้าที่ส่งออกไปยุโรป ผลิตบนพื้นที่ที่ไม่มีการทำลายป่า หรือต้องไม่ผลิตบนที่ดินที่เคยเป็นป่าไม้มาก่อน นับตั้งแต่หลังวันที่ 31 ธ.ค. 2563 เป็นต้นมา โดย “ป่าไม้” ที่ EUDR กำหนด คือ 1) มีพื้นที่มากกว่า 1.2 เอเคอร์ 2) มีต้นไม้สูงกว่า 16.5 ฟุต และ3) มีความหนาแน่นของเรือนยอดมากกว่า 10%
2.ครอบคลุมสินค้าหลัก 7 ชนิด
ได้แก่ ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, โกโก้, กาแฟ, ถั่วเหลือง, เนื้อวัว, และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปของสินค้าเหล่านี้ (เช่น เฟอร์นิเจอร์, กระดาษ, ถุงมือยาง).
3.การตรวจสอบอย่างรอบคอบ
ผู้ประกอบการต้องยื่นรายงานตรวจสอบ ที่เรียกว่า “Due Diligence Statement” เพื่อยืนยันว่าสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนด EUDR โดยต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีข้อมูลแหล่งที่มาชัดเจน, พิกัดแปลงผลิต, ข้อมูลห่วงโซ่การผลิต, รายชื่อซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศนั้นๆ เช่น สิทธิการใช้ที่ดี, กฎหมายแรงงาน เป็นต้น
4.ผลบังคับใช้
แต่เดิมนั้นการบังคับใช้กฎหมาย EUDR จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่มิถุนายน ปี 2023 แต่เนื่องจากเพื่อให้ผู้ประการคู่ค้าในประเทศต่างๆ ได้เตรียมความพร้อม จึงเลื่อนบังคับใช้เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2026 สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และกลาง และวันที่ 30 มิถุนายน 2027 สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านยูโร
สำหรับการตรวจสอบ ในทุกๆ ปี จะมีหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งโดยสมาชิกสหภาพยุโรปแต่ละประเทศ ทำการตรวจสอบผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ ว่าปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขของ EUDR หรือไม่ โดยมีการแบ่งระดับการสุ่มตรวจออกเป็น 3 ลำดับ ตั้งแต่ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ, ความเสี่ยงมาตรฐาน ไปจนถึงความเสี่ยงสูง โดยจะเพิ่มจำนวนการสุ่มมากขึ้นตามระดับความเสี่ยงของประเทศนั้นๆ
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย? ยางพารา – ไม้ – ปาล์ม กระทบมากกว่าเพื่อน
จากข้อมูลปี 2023 พบว่าไทยส่งออกสินค้าที่ถูกระบุไว้ภายใต้กฎหมาย EUDR ไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวมกว่า 455.58 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้แก่ ยางพารา 386.55 ล้านเหรียญสหรัฐ, ไม้ 61.53 ล้านเหรียญสหรัฐ, ปาล์มน้ำมัน 3.63 ล้านเหรียญสหรัฐ, โกโก้ 3.48 ล้านเหรียญสหรัฐ, กาแฟ 0.36 ล้านเหรียญสหรัฐ และถั่วเหลือง 0.02 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากข้อมูลจะเห็นว่าผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นอันดับต้นๆ มากกว่าเพื่อน ก็คือ ยางพารา, การค้าไม้ และปาล์มน้ำมัน
โดยยางพาราถือเป็นสินค้าอันดับหนึ่งที่ไทยมีการส่งออกไปสหภาพยุโรป แม้พื้นที่การปลูกกว่า 25 ล้านไร่ จากทั้งหมด 30 ล้านไร่ทั่วประเทศจะได้รับการยืนยันว่าไม่ได้มีการบุกรุกป่าไม้ไทย แต่ก็มีสวนยางพาราเพียง 6.4 แสนไร่ (2.1 เปอร์เซ็นต์) เท่านั้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น FSC หรือ PEFC
ซึ่งผลกระทบมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เริ่มจากเชิงลบ 1) หากไม่มีการปฏิบัติตามกฎ EUDR อาจทำให้สินค้าถูกกีดกันทางการค้าในตลาด EU 2) ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการรายงานและตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้มีเงินทุนมาก อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ EUDR ได้
สำหรับข้อดี คือ เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
ปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานของไทยเริ่มเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร เพื่อรับมือกับกฎหมาย EUDR ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยระบุพิกัดภูมิศาสตร์และขอบเขตของแปลงปลูก เช่น การลงทะเบียนแหล่งปลูกไม้ผ่านแอปพลิเคชัน e-TREE ของกรมป่าไม้ หรือแอปพลิเคชัน RAOT GIS ของการยางแห่งประเทศไทย เป็นต้น
นับเป็นอีกหนึ่งกฎหมายใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ที่หากผู้ประกอบการใดก็ตามสนใจอยากไปทำการค้ากับยุโรป โดยเฉพาะ 7 กลุ่มสินค้าที่กล่าวไป ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีๆ เพราะอาจหมายถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจในระยะยาวต่อไปก็ได้…คุณพร้อมแล้วหรือยัง?
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่ม EUDR
- ตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ใน 7 กลุ่มสินค้าตามระเบียบ EUDR หรือไม่ (ยางพารา ไม้ ปาล์ม กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง เนื้อวัว รวมถึงสินค้าแปรรูป)
- ตรวจสอบแหล่งที่มาวัตถุดิบ ต้องมั่นใจว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าหลัง 31 ธ.ค. 2020
- จัดทำระบบ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ให้ชัดเจน เช่น พิกัดแปลงปลูก ข้อมูลซัพพลายเออร์ ห่วงโซ่อุปทานครบถ้วน
- เตรียมยื่น Due Diligence Statement เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EUDR
- ประเมินต้นทุนและวางแผนล่วงหน้า ก่อนมีผลเริ่มบังคับใช้
ที่มา : https://shorturl.asia/FnVXb
https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/eudr-2023
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี