Text: Neung Cch.
Photo ลูกชิ้นเฮง
"เวลาตี 2 ที่คนส่วนใหญ่กำลังหลับลึก แต่เด็กชายคนหนึ่งกำลังมัดถุงลูกชิ้นอยู่หลังแผงตลาดสดที่นครปฐม... ใครจะเชื่อว่าอีก 20 ปีต่อมา เด็กคนเดิมจะก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนโรงงานที่ผลิตลูกชิ้นได้วันละ 10 ตัน"
นี่ไม่ใช่พล็อตละครสู้ชีวิต แต่มันคือปฐมบทของ ฟิล์ม - ปิยวัช เจนกิจณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮง 567 จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้รับไม้ต่อธุรกิจครอบครัวที่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ ที่มีภารกิจไม่ใช่แค่การรักษาฐานที่มั่นเดิม แต่คือการเปลี่ยนวิถีชาวบ้าน ให้กลายเป็น มาตรฐานสากล
หยาดเหงื่อคือต้นทุนชีวิต
สำหรับฟิล์ม คำว่าธุรกิจไม่ได้เริ่มที่ตัวเลขในบัญชี หรือแผนภาพในห้องประชุม แต่มันเริ่มขึ้นที่แผงตลาดสด จ.นครปฐม ภาพจำในวัยเด็กคือการตื่นมาช่วยแม่จัดร้านตอน 5 ทุ่ม และขี่มอเตอร์ไซค์ส่งลูกชิ้นท่ามกลางความมืดในช่วงตี 2 เขาเห็น "ป๋า" ชิมแป้งสดๆ ทุกเช้าเพื่อเช็กคุณภาพความนิ่ง และเห็นแม่ที่ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพัก
ความลำบากในวันนั้นไม่ได้ทำให้เขาถอยหนี แต่มันกลายเป็นแรงผลักที่ดีเยี่ยม และทำให้เขารู้จักคำว่าความรับผิดชอบอย่างลึกซึ้งตั้งแต่วันที่ยังใส่ชุดนักเรียน
“ผมเห็นป๋ากับแม่สู้มาตลอด วันที่ผมเรียนจบด้านนวัตกรรมสื่อสารสังคมและไปหาประสบการณ์ข้างนอกมาพอสมควร ผมจึงบอกตัวเองว่า ถึงเวลาต้องกลับมาทำให้ความเหนื่อยของท่านกลายเป็นความยั่งยืน และยกระดับกงสีนี้ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม เพื่อให้พวกท่านได้พักผ่อนมีเวลาเที่ยวเหมือนคนอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวล”
ภารกิจรื้อกงสี และด่านหินที่ชื่อว่า "มาตรฐาน"
การเปลี่ยนความกตัญญูให้กลายเป็นความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อฟิล์มตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากตึกแถวสู่โรงงานเพื่อคว้าใบเบิกทางที่เรียกว่า "อย." เขาต้องเผชิญกับกำแพงที่พ่อแม่หรือแม้แต่ตัวเขาไม่เคยรู้ นั่นคือเรื่อง "ผังเมืองและพื้นที่สีเขียว"
“เรามีไลน์ผลิตชัดเจน มีห้องเย็น มีจุดเปลี่ยนชุด แต่ตอนแรกเราไม่ผ่าน อย. เพราะที่ตั้งดันอยู่ในเขตชุมชนและใกล้โรงเรียน” ฟิล์มย้อนเล่าถึงบทเรียนแรกที่เกือบทำให้แผนสะดุด
แทนที่จะยอมแพ้ เขาเลือกสวมวิญญาณนักสืบและนักกฎหมาย ศึกษาข้อกำหนดของอุตสาหกรรมจังหวัดและเทศบาลอย่างละเอียด ตั้งแต่ระยะห่างกำแพงไปจนถึงระบบจัดการเพลิงไหม้ เขาใช้เวลาตกผลึกเพื่อให้แน่ใจว่าโรงงานแห่งใหม่นี้จะถูกต้อง 100% ทั้งในมุมอุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องเครื่องจักร และในมุม อย. ที่เน้นความสะอาดของวัตถุดิบ
“มันไม่ง่ายแต่ต้องทำความเข้าใจ เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้ แต่ผมเลือกที่จะเรียนรู้ เพราะภาพจำที่เห็นพ่อแม่ลำบากมาตั้งแต่เด็กมันค้ำคอ ผมต้องสู้เพราะพวกเขาสู้เพื่อผมมาตลอด”
น้ำบาดาล บทเรียนที่เกือบทำธุรกิจพัง
เมื่อด่านหินอย่าง อย. ผ่านพ้นไป ความท้าทายที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือ “คุณภาพน้ำ” ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานใหม่ ฟิล์มต้องเผชิญกับวิกฤตที่เกือบทำให้ความเชื่อใจของลูกค้าพังทลาย เพราะอยู่ดีๆ อายุเก็บรักษาลูกชิ้นสั้นลง ที่เขาต้องใช้เวลาหาสาเหตุอยู่นานจนพบว่าน้ำบาดาลในพื้นที่ใหม่มีค่าแร่ธาตุและหินปูนที่ไม่นิ่ง ส่งผลโดยตรงต่ออายุการเก็บรักษา (Shelf life) จนลูกชิ้นเน่าเสียก่อนเวลาและรสชาติเพี้ยนไปจากเดิม
“สิ่งที่ผมเรียนรู้คือความสำคัญของการ 'ลงมือทำจริง' เพราะมันทำให้เราเห็นปัญหาที่บางทีตำราเล่มไหนก็ไม่มีบอกไว้” เขาจึงทุ่มงบประมาณหลักล้านเพื่อติดตั้งระบบกรองน้ำคุณภาพสูงเทียบเท่ามาตรฐาน “น้ำแร่” เพื่อควบคุมค่าน้ำให้คงที่ 100%
การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการซื้อความเชื่อมั่นในระยะยาว เพราะสำหรับเขา ถ้าค่าน้ำไม่นิ่ง มาตรฐานอื่นที่สร้างมาก็ไร้ความหมาย
ดีไซน์ใหม่ หัวใจเดิม
เมื่อรากฐานโรงงานนิ่ง ภารกิจต่อมาของฟิล์มคือการปัดฝุ่นภาพลักษณ์แบรนด์ที่อยู่มานานหลายสิบปี ในมุมของนักสื่อสารสังคม เขาไม่ได้เลือกที่จะ "ล้างไพ่" เปลี่ยนโลโก้ใหม่ให้โมเดิร์นจนจำไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะรักษา "จิตวิญญาณดั้งเดิม" เอาไว้ เพราะเขารู้ดีว่าลูกค้ากลุ่มแม่ค้าและตลาดไท คือหัวใจหลักที่ทำให้ธุรกิจเติบโต
“ตอนแรกผมพยายามจะเปลี่ยนเยอะมาก แต่สุดท้ายเราต้องยอมรับว่า 'เฮงเจริญ' ก็คือ 'เฮงเจริญ' รูปหมูที่ดูดุ วัวที่ดูแก่ นั่นคือลายเซ็นที่ลูกค้าเชื่อใจ”
ฟิล์มเลือกใช้วิธี Minimalist Surgery หรือการผ่าตัดเล็กเพื่อความเนี๊ยบ เขาตัดสโลแกนและดาวที่รกตาออก แล้วแทนที่ด้วยความน่าเชื่อถืออย่างเลข อย. และส่วนประกอบที่ชัดเจน ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เขาสร้างขึ้น
นี่คือชั้นเชิงการตลาดแบบ "เข้าใจรากเหง้า" ที่ไม่ได้มองแค่ความสวยงาม แต่มองไปถึงอนาคตที่จะพาแบรนด์ลูกชิ้นจากแผงตลาดสด เข้าสู่ชั้นวางใน Modern Trade อย่างภาคภูมิใจ โดยที่ลูกค้าเก่ายังคงรู้สึกถึงความจริงใจและซื่อสัตย์เหมือนวันแรกที่ป๋ากับแม่ทำ
ขยายอาณาจักรด้วย Content
ไม่ใช่แค่การคุมไลน์ผลิตในโรงงาน แต่ฟิล์มยังสวมบทบาทนักสื่อสารแบรนด์ผ่านโลกโซเชียลอย่างเต็มตัว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเขาเริ่มรื้อแผนการสื่อสารใหม่ทั้งหมด โดยใช้กลยุทธ์ "เล่าเรื่องให้ถึงใจ" เพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่ากำลังซื้อแค่ "ลูกชิ้น" แต่กำลังซื้อ "ความเชื่อมั่น" และ "เรื่องราว" ของลูกชิ้นเฮงที่มีอดีตอันเข้มข้น
“โลกเปลี่ยนเร็วมาก ผมจึงประชุมกับทีมเพื่อสร้างแบรนด์ผ่านการสื่อสารที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เราอยากให้ลูกค้าเชื่อมโยงกับเราได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ซื้ออาหารแล้วจบไป”
ฟิล์มไม่ได้มองโซเชียลเป็นเพียงพื้นที่โพสต์รูปสวยๆ แต่เขามองมันเป็น "เครื่องมือขยายฐานตัวแทนจำหน่าย" ผ่านการทำคอนเทนต์ที่ทำให้คนเห็นโอกาสเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ เป็นการใช้สื่อดิจิทัลมาทลายกำแพงการตลาดแบบเดิมๆ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมและชัดเจนในทุกแพลตฟอร์ม
ทายาทผู้ไม่ยอมสอบตก
ท่ามกลางการเติบโตก้าวกระโดด ฟิล์มยอมรับว่าช่วงที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนจากระบบครอบครัวสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งต้องตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการบริหารทีมงานและไลน์ผลิตที่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่ทำให้เขาผ่านช่วงเวลาที่ถาโถมมาได้ คือ
“การไม่ลืมจุดเริ่มต้นที่พ่อกับแม่เน้นย้ำ นั่นคือ "คุณภาพและความซื่อสัตย์" ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศหลักที่ช่วยให้ทุกการตัดสินใจของฟิล์มอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องและมั่นคงมาตลอด”
วันนี้ "ลูกชิ้นเฮง" ภายใต้การนำของฟิล์ม ไม่ได้เป็นเพียงแผงขายส่งในตลาดสดนครปฐมอีกต่อไป แต่คือโรงงานมาตรฐานสากลที่มีกำลังการผลิตพุ่งทะยานสู่ 10 ตันต่อวัน พร้อมแผนการแตกไลน์สินค้าใหม่อย่าง "ลูกชิ้นอกไก่เฮลตี้" เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพที่เขาวางแผนไว้อย่างใจเย็นและมั่นคง
แต่สำหรับฟิล์ม ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือการที่เขาสามารถรักษา "มาตรฐานความจริงใจ" ที่พ่อแม่สร้างมาได้ครบถ้วน และยกระดับมันขึ้นไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยจากกระแสโลกที่ผันผวน
“เป้าหมายของผมในวันนี้ คือการทำให้ป๋ากับแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไปเที่ยววันสองวันได้สบายโดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง... เพราะเขาสู้เพื่อผมมาตลอด วันนี้จึงเป็นคิวที่ผมต้องสู้เพื่อความสบายของท่านบ้าง”
การ Scale Up ของลูกชิ้นเฮงจึงไม่ใช่แค่การขยายโรงงาน แต่คือการขยาย "ความฝัน" ของคนรุ่นก่อนให้กลายเป็นความจริงที่ยั่งยืน เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่าทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ที่ "เนี๊ยบ" และ "กตัญญู" คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพา SME ไทยไปได้ไกลกว่าเดิม
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี