ชาตรี ศิษย์ยอดธง จากคนไร้บ้านสู่เจ้าของธุรกิจหมื่นล้าน

TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

    รายการแข่งขันศิลปะการป้องกันตัวแบบผสมหรือ MMA (Mixed Martial Arts) ที่ยิ่งใหญ่สุดในเอเชียที่จัดโดย ONE Championship เมื่อเสาร์ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานีเพิ่งเสร็จสิ้นไป ทำให้นึกถึงผู้อยู่เบื้อหลังอีเวนต์ใหญ่ ๆ เช่นนั้น ชาตรี ศิษย์ยอดธง นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นวัย 45 ปีที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ในวงการ MMA  เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้ง ONE Championship รายการถ่ายทอดกีฬาที่ใหญ่สุดในเอเชีย มีผู้ชมกว่า 1,000 ล้านครัวเรือนใน 70 ประเทศทั่วโลก และเป็นเจ้าของ Evolve ค่ายยิมในสิงคโปร์ที่เน้นฝึกนักกีฬาให้เป็นแชมป์

    ภูมิหลังของชาตรี (นามสกุลจริง ตรีศิริพิศาล ส่วนศิษย์ยอดธง เป็นฉายาที่ได้มาตอนเป็นนักมวย) นั้นน่าสนใจ  เรียกว่าชีวิตระหกระเหิน พลิกผันยิ่งกว่าการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก ความลำบากในชีวิตชนิดแทบไม่มีจะกินหล่อหลอมให้เขาเป็นนักสู้และไม่ยอมแพ้ จนท้ายที่สุด เขาก็พลิกชะตาชีวิตสำเร็จ ขึ้นแท่นนักธุรกิจที่ประสบความเร็จ เป็นเจ้าของสปอร์ตเอ็นเทอร์เทนเมนต์มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านเหรียญ 


Cr : CNBC.com
    
  ย้อนไปช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 20 ปีก่อน ครอบครัวชาตรีซึ่งดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้รับผลกระทบจากฟองสบู่เศรษฐกิจแตก นอกจากส่งผลให้ธุรกิจล้มละลาย ครอบครัวยังพังทะลาย คุณแม่ชาวญี่ปุ่นได้พาเขาและน้องชายไปปักหลักที่อเมริกา แม้จะได้ทุนเรียน MBA ที่ฮาร์วาร์ด แต่ชีวิตชาตรีช่วงนั้นลำบากเลือดตาแทบกระเด็น กินข้าววันละมื้อ มีเงินใช้จำกัดวันละ 4 เหรียญ บ้านไม่มีอยู่ เขายอมแหกกฎแอบพาแม่มาอาศัยนอนในหอพักของมหาวิทยาลัยด้วย
 
    อย่างไรก็ตาม หลังเรียนจบ ชาตรีตั้งบริษัทไอทีขึ้นมา และขายต่อได้ในราคา 1 ล้านเหรียญ จากนั้นเขาก็เข้าสู่วงการเฮดจ์ฟันด์หรือกองทุนเก็งกำไร จับพลัดจับผลูมีคนเสนอทุนให้ตั้งกองทุนมูลค่า 500 ล้านเหรียญในวอลล์สตรีท คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้ 10 ปีจนร่ำรวยมีเงินหลายพันล้านแต่กลับไม่มีความสุขสักเท่าไร เขาตั้งคำถาม ทำไมต้องใช้ชีวิตไปอย่างหมดเปลือง มีบ้านมีรถมากๆ เหมือนคนอื่น มันเป็นชีวิตที่ไม่ค่อยมีความหมาย 

    ชาตรีตัดสินใจกลับมาปักหลักที่เอเชีย ด้วยความชื่นชอบศิลปะการป้องกันตัว เคยฝึกมวยไทยตั้งแต่เด็ก เคยเป็นครูฝึกมาก่อน เขาจึงตั้ง  Evolve และ ONE Championship ขึ้นที่สิงคโปร์ การแสวงหาความหมายในชีวิตเริ่มขึ้นด้วยการมอบโอกาสให้คนอื่น ชาตรีให้สัมภาษณ์ CNBC ว่า 95% ของคนส่วนใหญ่สนใจที่การใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่คนที่เป็นเศรษฐีจะเน้นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองและทำประโยชน์ให้กับโลก การช่วยคนเยอะ ก็ทำให้รายได้เยอะขึ้นมากด้วยเช่นกัน ปัจจุบันยิมของเขามีแชมป์จากลุมพินี-ราชดำเนินมากที่สุดในโลกการให้โอกาสคนอื่นทำให้เขารู้สึกมั่นคงและชีวิตมีความหมายมากกว่าการมีบ้านหลายหลังมีรถหลายคัน 

    ว่าไปแล้วเหมือนเขากำลังดำเนินชีวิตตามปรัชญาลัทธิเต๋าในการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เขาไม่สนใจวัตถุนิยม ไม่สะสมบ้านหรือรถ ปี ๆ หนึ่งซื้อเสื้อยืดแค่ 5-10 ตัวราคาตัวละไม่เกิน 20 เหรียญ เขาพยายามดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า สร้างประโยชน์ให้คนอื่น โดยการเป็นผู้นำตามแบบลัทธิเต๋า นั่นคือ servant leader หรือผู้นำแบบรับใช้/ผู้นำที่ให้บริการคนอื่น

     “ถ้าคุณสู้เพียงเพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เวลาท้อแท้ คุณจะยอมแพ้ง่ายมาก แต่ถ้าคุณสู้เพื่อคนอื่น คุณถอยไม่ได้เพราะคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ลูกจ้าง หรือพนักงาน ที่ชะตาชีวิตของพวกเขาแขวนอยู่ที่คุณ ลองเขียนรายชื่อคนที่ต้องพึ่งใบบุญของคุณดู แล้วความคิดคุณจะเปลี่ยน”  ชาตรีทิ้งท้ายไว้ว่าสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จ เป็นเศรษฐีหรือเป็นแชมป์คือต้องทำงานหนักชนิดวันละ 18 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ no gain without pain ไม่มีหรอกคนที่รวยจากการไม่ทำงาน

ข้อมูล:
www.cnbc.com/2017/03/06/mma-promoter-chatri-sityodtong-on-making-money.html
www.cnbc.com/2017/03/09/chatri-sityodtong-on-servant-leadership.html


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

Unplugging เทรนด์แรงปี 2026 ธุรกิจจะเอาชนะใจลูกค้ายุคถอดปลั๊กได้ยังไง

รู้หรือไม่? มีกระแสคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังตีกลับนั่นคือเทรนด์ Unplugging เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อความเสมือน และหันมาเทเงินให้กับประสบการณ์จริงแทน แล้ว SME ไทยจะรับมืออย่างไร เมื่อลูกค้าอยาก 'ถอดปลั๊ก' มากขึ้นทุกวัน? หา

พลิกบทบาท “3 สาวอะไหล่ยนต์” สู่เจ้าของแบรนด์ LUCK ผ้าขนหนูอัจฉริยะ แจ้งเตือนได้เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผืนใหม่ 

แค่พาธุรกิจอะไหล่รถของคนรุ่นพ่อสู่การขายบนโลกออนไลน์ไม่พอ เมื่อการ Transform ครั้งใหม่ของทายาทสาวคือการสร้างแบรนด์ LUCK ผ้าขนหนูอัจฉริยะ ที่ไม่เพียงซึมซับดีแห้งเร็ว แต่ยังมีแถบแจ้งเตือนให้รู้ได้ว่า ถึงเวลาเปลี่ยนผืนใหม่แล้วหรือยัง

CBAM #2 ภาคต่อมาตรการส่งสินค้าไปขายยุโรป จากภาษี สู่ต้นทุนคาร์บอน กติกาใหม่ที่ผู้ส่งออกต้องรู้!

CBAM มาตรการคาร์บอนของสหภาพยุโรป กำลังเข้าสู่ช่วงบังคับใช้จริงในปี 2569 นี้ ที่เปลี่ยนจากแค่ “รายงานข้อมูล” สู่ “การจ่ายจริง” CBAM ปี 2566 กับปี 2569 ต่างกันอย่างไร? ผู้ประกอบการไทยควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษในปีนี้ สรุปไว้ให้แล้วในบทความนี้