โชนัน ธุรกิจเริ่มจากศูนย์ แต่คิดใหญ่ขอเป็น “แมคโดนัลด์” เมืองไทย

Text : 
 

    กว่าร้านอาหารดังสไตล์ญี่ปุ่น “โชนัน” จะประสบความสำเร็จจนปัจจุบันมีมากกว่า 12 สาขาในช่วงเวลา 7 ปีของการก่อตั้ง และยังเป็นแบรนด์เอ็นดรอสให้กับร้านอาหารน้องใหม่ที่เปิดตามมา กุลวัชร ภูริชยวโรดม ผู้เป็นเจ้าของ ต้องล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางที่เลือกมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าทุกครั้งที่ล้ม เขาไม่เคยคิดที่จะหยุดเดิน เพราะเชื่อว่าเส้นทางที่กำลังเลือกเดินอยู่นั้น จะพาเขาไปถึงปลายทางฝันอย่างแน่นอน




    จะว่ากันตามจริงแล้ว ผู้บริหารหนุ่มอย่างกุลวัชร ไม่จำเป็นต้องออกมาดิ้นรนสร้างธุรกิจใหม่ด้วยตัวเองเลย เพราะครอบครัวมีธุรกิจโรงสีข้าวที่ทำมานานจนอยู่ตัว สร้างผลกำไรให้ที่บ้านกว่าพันล้านในแต่ละปี ทว่าด้วยความอยู่ตัวของธุรกิจนี้เองที่ไม่มีความหวือหวาให้คนหนุ่มอย่างเขาได้ตื่นเต้น นี่เองจึงเป็นเหตุให้เขาต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำ


     กุลวัชรบอกว่าเขาชอบทำอะไรที่เกี่ยวกับการซื้อมาขายไป พอคิดจะทำธุรกิจของตัวเองก็เลยโฟกัสไปที่ธุรกิจรีเทล ศึกษาธุรกิจรีเทลหลายรูปแบบ แต่สุดท้ายมาจบลงที่ธุรกิจร้านอาหาร เพราะเมื่อสัก 7 ปีที่แล้วธุรกิจร้านอาหารเติบโตไปในทิศทางเดียวกับห้างสรรพสินค้าที่เติบโตค่อนข้างเร็ว ซึ่งเดิมทีนั้นเขาคิดจะซื้อแบรนด์จากเมืองนอกมาทำ แต่พอเริ่มติดต่อก็พบว่ามีอุปสรรคหลายอย่างในการทำงานร่วมกัน ท้ายสุดจึงมาจบลงที่สร้างแบรนด์ของตัวเองดีกว่า โจทย์แรกที่เขาคิดคือการทำร้านอาหารที่ไม่มีเชฟ เพราะคิดว่าถ้าต้องพึ่งพาเชฟจะทำให้ไม่สามารถขยายสาขาเป็นร้อยแห่งได้ เขาจึงตัดสินใจเลือกทำร้านขายข้าวหน้าเนื้อ ซึ่งตอบโจทย์ที่ว่าร้านอาหารฝั่งตะวันตกมีเยอะแล้วในเมืองไทย ขณะที่ข้าวหน้าเนื้อเป็นอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในอนาคตที่ต้องการความรวดเร็ว


     กุลวัชรเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ โดยเข้ารับการฝึกทำอาหารกับอดีตเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังที่มาใช้ชีวิตเกษียณในเมืองไทย ฝึกอยู่นานสองเดือนเต็มจนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่สยามพารากอนจัดงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่น เขาจึงใช้โอกาสนี้เปิดร้านขายชิมลางตลาด ซึ่งผลที่ได้ ดีเกินคาด ขายเพียงไม่กี่วันก็ได้เงินทุนมาต่อยอดกว่าครึ่งล้าน นั่นยิ่งทำให้ความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยมล้นทะลักจนไม่ทันคาดคิดถึงความผิดพลาดที่กำลังตามมา




    หลังจากงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่นเพียง 4 เดือน เขาตัดสินใจเปิดร้านแรกบนถนนสุขุมวิท แต่ก็ต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง ทั้งสถานการณ์การเมือง สัญญาเช่าที่มีปัญหาถูกฟ้องร้องขับไล่ และยอดขายที่ไม่พอกับรายจ่าย ที่สุดจึงต้องมองหาทำเลใหม่ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปลี่ยนรูปแบบอาหารเป็นฟาสต์ฟู้ดส์มากขึ้น และเข้าไปเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า ทว่าการลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ครั้งที่สองของกุลวัชรยังคงไม่ราบรื่นเสียทีเดียวนัก หากแต่หนทางที่ขรุขระในครั้งนี้เกิดจากการคาดคะเนที่ผิดพลาดของเขาเอง


    กุลวัชรตัดสินใจเปิดร้านอาหาร 2 แห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะที่ตัวเองยังไม่มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน จึงทำให้ปัญหามีเข้ามาสารพัดจนรับมือเกือบไม่ไหว ทว่านั่นก็เป็นโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ว่าการทำร้านอาหารที่มีหลายสาขา ระบบเป็นเรื่องสำคัญมาก เขาเริ่มสร้างทีมงานหลังบ้าน และเซ็ตระบบต่างๆ ทั้งบัญชี HR R&D และพัฒนารูปแบบการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงทำให้รับมือกับปัญหาที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้ แต่ยังสามารถขยายงานไปในส่วนของการทำเดลิเวอรี่ได้อีกด้วย


    กุลวัชรบอกว่าเป้าหมายสูงสุดของตนไม่ใช่การเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น หากแต่เป็นการสร้างธุรกิจร้านอาหารให้เป็นแบรนด์ดังระดับโลก โดยมีแมคโดนัลด์เป็นต้นแบบ ทว่าในการขยายสาขาจะต่างออกไป โดยเน้นการร่วมทุนกับพันธมิตรที่ดี ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนให้ธุรกิจก้าวไปได้ไกลอย่างมั่นคงกว่า เขาเชื่อว่าการมีพันธมิตรที่ดีเป็นเหมือนทางลัดที่จะทำให้ธุรกิจก้าวไกลได้เร็วขึ้น ทว่าการหาพันธมิตรที่ดีมีปรัชญาในการทำธุรกิจที่คล้ายกันเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ดังนั้นเมื่อได้เจอแล้วจึงเป็นเหมือนโอกาสทองที่ต้องจับไว้ให้มั่นอย่าให้ได้หลุดมือไป


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

T-Shed เสื้อยืด 2 in 1 สำหรับคนใส่แว่น ใส่ก็เท่ เช็ดแว่นก็ดี หมดปัญหาทำเลนส์เป็นรอย

คนใส่แว่น ต้องเคยประสบปัญหานี้! เผลอ “เช็ดแว่นด้วยเสื้อ” จนทำให้เลนส์เป็นรอยขีดข่วนโดย จาก Pain Point ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดไอเดียสุดครีเอทเสื้อยืด “T-Shed” (ทีเช็ด) ฟังก์ชันพิเศษออกมาที่สามารถใช้เช็ดแว่นได้จริง โดยไม่ทำให้เลนส์เป็นรอย

จาก ‘ระบบจำ’ ของแม่สู่ ‘ระบบ Data’ ของลูก ถอดสูตรทายาท ‘บัวทองเบเกอรี่’ เปลี่ยนร้านที่ต้องมีเจ้าของเฝ้า สู่ธุรกิจที่รันได้เอง

เมื่อเอิร์ธ-อมรชัย สุวรรณวิไกุล ทายาทรุ่น 2 บัวทองเบเกอรี่ ธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบและอุปกรณ์เบเกอรี่ ตัดสินใจเปลี่ยนจากระบบที่พึ่งพาตัวบุคคล สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่เพียงทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ แต่ยังคืนอิสรภาพให้ผู้เป็นแม่ได้สำเร็จ

จากวิกฤตที่เกือบปิดโรงงาน สู่จุดเปลี่ยนของการสร้างแบรนด์เทวิกา เครื่องประดับที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

จากธุรกิจครอบครัวที่เจียระไนพลอยและผลิตจิวเวลรี่ส่งออกมายาวนาน แต่เมื่อมาเจอกับโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างสะดุดลง รายได้แทบเป็นศูนย์ “เพนกวิน–ณัฐชยา” ทายาทรุ่นที่ 3 จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว และสร้างแบรนด์เทวิกาจิวเวลรี่ที่มีชิ้นเดียวในโลกขึ้น