ดีแต่ไม่แพง! ไอเดียปั้นแบรนด์ Gla ผุดสินค้าสกินแคร์จากธรรมชาติ





 

     ‘ของดี ทำไมต้องแพง’ นี่คือความสงสัยที่ผุดขึ้นมาในใจของชายหนุ่มที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทำสกินแคร์มาก่อน แต่กลับอยากทำสกินแคร์ดีๆ ในราคาที่จับต้องได้ให้คนไทยใช้กัน โจ-จิรายุ จิรภิญโญ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Gla (กล้า) ได้เล่าให้ฟังว่าเขาเริ่มต้นทำแบรนด์ขึ้นมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากการที่โจได้มีโอกาสลองใช้แชมพูญี่ห้อหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแชมพูถ่านไม้ไผ่ที่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งคุณภาพก็ดีตามราคา โจเริ่มมีความคิดขึ้นมาว่าทำไมคนไทยต้องใช้ของแพง ดีแต่ไม่แพงไม่ได้เหรอ? เลยเกิดเป็นไอเดียในการทำแบรนด์ขึ้นด้วยการรวบรวมเอาสิ่งที่ดีของแบรนด์ต่างประเทศหลายๆ แบรนด์รวมกันแล้วสร้างสรรค์ใหม่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพในราคาน่ารัก
 




ถ่านไม้ไผ่’ พระเอกของแบรนด์กล้า
               

     ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่แบรนด์กล้าได้ส่งออกมาในตลาดคือแชมพูถ่านไม้ไผ่ ที่ใช้เวลาในการคิดค้นและพัฒนาสูตรอยู่ 2 ปีครึ่ง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ่านไม้ไผ่หรือ Charcoal ยังไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนในปัจจุบันนี้
               

     “ที่เราเลือกถ่านไม้ไผ่เพราะว่ารูพรุนมันเยอะ ดูดซับสิ่งต่างๆ ได้เยอะมาก แล้วพอถ่านไม้ไผ่มันผ่านความร้อนที่ 1,000 องศาเซลเซียส มันจะปล่อยประจุลบออกมา พอไปจับกับประจุบวกก็จะทำให้พวกสารอนุมูลอิสระกลายเป็นสารไม่อนุมูลอิสระอีกต่อไป พอเราเลือกใช้ถ่านไม้ไผ่ในการทำสกินแคร์มันจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก ดูดซับความมันได้ดี ลดกลิ่นได้ ใช้แล้วไม่ทำให้ผมแห้งด้วย ต่างจากการใช้สารเคมี”
 




ธรรมชาติ สมุนไพรและใจรักคือคอนเซปต์หลักของการทำแบรนด์
               

     พอผลิตภัณฑ์จากถ่านไม้ไผ่ออกสู่ตลาด ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก ทำให้โจเริ่มคิดถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่มีในประเทศไทย เช่น ตะไคร้ มังคุด ส้ม ทุกอย่างที่ทำออกมาจะเน้นความเป็นธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบในประเทศไทยและที่สำคัญคือไม่ทดลองกับสัตว์ 100%
               

     “เราก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ ไม่ได้เป็นสายคอสเมติกแต่แรก แต่เราชอบ เราชอบที่จะออกแบบเองด้วย ส่วนเรื่องส่วนผสมต่างๆ จะมีนักเคมีที่ช่วยดูแล เราตั้งปณิธานไว้ว่าจะเลือกใช้ของดีที่สุดในราคาที่ไม่แพง เราจะเน้นใช้วัตถุดิบที่เป็นสมุนไพร เน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีและทุกอย่างใช้แล้วต้องเห็นผล พอเราทำสินค้าแต่ละตัว เราก็จะต้องมีการทดลองใช้เองก่อน สินค้าทุกตัวผมลองใช้เองหมด จะไม่มีแบบ ตัวนี้เราไม่กล้าใช้ นอกจากนี้เรายังไม่ทดลองกับสัตว์ ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทดลองกับสัตว์ หรือแม้แต่ส่วนผสมที่มีการทดลองกับสัตว์ผมก็ไม่เลือกใช้ มันมีวิธีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ต้องทดลองกับสัตว์ก็ได้ เราเลือกใช้ตรงนั้นมากกว่า คือความเป็นธรรมชาติ มันรวดเร็วสู้สารเคมีไม่ได้หรอก แต่ผลลัพธ์ของมันจะออกมาอย่างช้าๆ อย่างยั่งยืน”
 



จากแบรนด์ Gla ต่อยอดสู่แบรนด์ Charcoalogy
               

     หลังที่แบรนด์ Gla เริ่มเติบโตและเน้นจับกลุ่มลูกค้าบน โจจึงแตกแบรนด์ใหม่ที่จับกลุ่มลูกค้าตลาดกลางโดยเฉพาะกับแบรนด์ที่ชื่อว่า Charcoalogy เป็นแบรนด์ที่เน้นวัตถุดิบหลักคือถ่านไม้ไผ่ ราคาจะถูกลงกว่าแบรนด์ Gla ในตอนนี้ทั้ง 2 แบรนด์ทั้ง Gla และ Charcoalogy ได้เริ่มออกสู่ตลาดต่างประเทศแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป แคนาดา ส่วนแถบเอเชีย มีเกาหลีและญี่ปุ่น
               

     สำหรับการทำตลาดของทั้ง 2 แบรนด์จะเน้นโลกออนไลน์เป็นหลัก เข้าไปในทุก Social Media อีกทั้งยังมีการรีวิวจากเหล่าบล็อกเกอร์ก็ช่วยทำให้ผู้คนรู้จักสินค้าได้มากขึ้น
 




หัวใจสำคัญที่สุดในการทำแบรนด์คือความซื่อสัตย์ คุณภาพและจุดยืน
               

     โจได้ปิดท้ายถึงหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของตัวเองว่าสิ่งสำคัญที่ต้องมีเลยในการทำธุรกิจเกี่ยวกับธรรมชาติคือเรื่องของความซื่อสัตย์และความจริงใจที่ต้องมีต่อผู้บริโภค นอกจากนี้สินค้าที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนจะต้องมีคุณภาพ ใช้แล้วเห็นผล อาจจะเร็วไม่เท่ากับสารเคมี แต่ในระยะยาวจะให้ผลที่ยั่งยืนกว่า
               




     อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือจุดยืน ต้องมีความเป็นตัวเอง โดยโจได้เล่าให้ฟังว่ามีโรงแรมหลายแห่งติดต่อมาให้ทำแชมพู สบู่ขวดเล็กๆ ใช้ในห้องน้ำ ซึ่งโจปฏิเสธทันทีว่าไม่รับทำแม้ว่าจะเสียลูกค้าไปก็ตาม เหตุผลคือทางแบรนด์มีจุดยืนด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากทำสินค้าขวดเล็กๆ ใช้แล้วทิ้งก็เท่ากับเป็นการสร้างขยะ เพราะฉะนั้นแบรนด์ต้องรักษาจุดยืนของตัวเอง เราต้องเรียนรู้ว่าผู้บริโภคเราเพราะเราเป็นแบบไหน เราก็แค่แสดงออกไปแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามกระแส แต่ความเป็นตัวเองจะช่วยทำให้แบรนด์อยู่ได้แบบยั่งยืนที่สุด





www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

อมต ชัยเกรียงไกร จากผู้อยู่เบื้องหลัง 2,000 สูตรสกินแคร์ญี่ปุ่น สู่ผู้ก่อตั้ง AMT Skincare รายได้ 520 ล้าน ด้วยโมเดล ‘ให้ความรู้ก่อนการขาย’

นักวิจัยเกียรตินิยมอันดับ 1 มีประสบการณ์จาก KOSÉ บริษัทเครื่องสำอาง Top 3 ของญี่ปุ่น แต่หางานในไทยไม่ได้ เพราะ 'Overqualified' จากวันที่มืดแปดด้าน อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ อมต ชัยเกรียงไกร กลับมาสร้างอาณาจักรธุรกิจ AMT Skincare ได้สำเร็จ

ชาว Dog Lover ต้องถูกใจสิ่งนี้! Hide Away Club “คาเฟ่หมาจร” ไอเดียทำธุรกิจยุคใหม่ เปิดคาเฟ่ไปด้วย ช่วยน้องหาบ้านไปด้วย

รู้จัก Hide Away Club หรือที่หลายคนเรียกว่า “คาเฟ่หมาจร” จ.นครปฐม ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้น้องหมาได้พบกับบ้านหลังใหม่

ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม แต่เริ่มจากทางตัน Jimmy Family Restaurant กับบทเรียนการสู้ไม่ถอย พลิกธุรกิจฟื้นกลับมาได้ ในวันที่เกือบล้ม

เรียนจบกลับมา เหลือเงินในบ้าน 5,000 บาท หนี้ก้อนโต และร้านอาหารที่กำลังจะเปิด นี่คือจุดเริ่มต้นของ Jimmy Family Restaurant และไนน์-ภากร มหิทธาฤทธิกร ในวัย 22 ปี ก่อนที่จะเจอวิกฤติอีกครั้ง เมื่อคู่แข่งมาเปิดร้านใกล้ๆ จนขาดทุน เขาทำอย่างไรจึงพลิกธุรกิจกลับมาได้