ถ้าเปิดประเทศแล้ว ธุรกิจต้องทำยังไงถึงได้ไปต่อ? รวมวิธีรับมือผู้ประกอบการโรงแรมต้องอ่าน

Text: Hotel Man - Pop Natthapat
 



     ทันทีที่นายกฯ ประกาศเตรียมพร้อมเปิดประเทศซี่งมีสาระสำคัญที่ภาคการโรงแรมและการท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ ใจความของประกาศที่ว่า “ให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามที่กำหนดไว้เดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว” ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างส่วนกลางในการบริหารประเทศกับส่วนท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทั้งเชิงบวกและเชิงลบการเปิดประเทศตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 คงจะเดินหน้าต่อไปตามกำหนดแน่นอนว่าการที่นักท่องเที่ยวจะมีอิสระในการเดินทางไปได้ทุกที่ทั่วประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัวหากได้รับวัคซีนครบตามจำนวนที่กำหนดย่อมเป็นผลดี


     แต่สำหรับในอุตสาหกรรมโรงแรมของเราความบอบช้ำจากวิกฤต COVID-19 เกือบสองปีที่ผ่านมานั้นทำให้เราต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ต่างกันเรียกได้ว่าแทบจะวันเว้นวันเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปตลอด ซึ่งเมื่อเราจะเริ่มต้นเปิดประเทศ (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) กันในเดือนหน้าพฤศจิกายนนี้มีสถานการณ์อะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นและเราเองในฐานะผู้ประกอบการโรงแรมและพนักงานโรงแรมจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือไว้
 




1. มาตรฐานด้านสุขอนามัย (
Hygiene Standard)


     ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดกรองแขกผู้เข้าพักและพนักงานหรือการปฏิบัติตามข้อบังคับของสาธารณะสุขยังคงเป็นเรื่องแรกที่เราต้องให้ความสำคัญเพราะต้องยอมรับว่าวิธีการบางอย่างในปัจจุบันมันก็ไม่สามารถใช้คัดกรองแขกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิที่เอาจริงๆ ทุกวันนี้การเดินแล้วแปะมือในเครื่องวัดยังไม่สามารถบอกเราได้อย่างชัดเจนถึงอัตราความสำเร็จในการคัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยงจะติดเชื้อได้อีกต่อไปเพราะเชื้อตัวใหม่ๆ บางครั้งอุณหภูมิร่างกายก็ไม่สามารถตรวจพบได้เหมือนเดิม


     ดังนั้นเราอาจได้เห็นการ Upgrade มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ออกมาอย่าง SHA SHA+ หรือแม้แต่มาตรฐานด้านสุขอนามัยอื่นๆ ของแต่ละแบรนด์ เช่น Avani Shield, Centara Complete Care, IHG clean promise ฯลฯ ที่อาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น อาจจะต้องเริ่มต้นมาตรฐานการตรวยสอบตั้งแต่ขั้นตอนในการตรวจ Vaccine Passport หรือ ข้อมูลใน App หมอพร้อมของแขกผู้เข้าพักทั้งชาวไทยและชาติต่างชาติ ว่ามีการฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนดหรือยังฯ วัคซีนเป็นชนิดที่ อย.และสาธารณะสุขรองรับให้ใช้ได้ในไทยแล้วหรือไม่ฯ เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านั้นก็จะมาสัมพันธ์การเรื่องของการ Training พนักงานในการตรวจสอบด้วยเช่นกัน





2. บุคคลากร (
Staff)


     ปัจจัยแรกที่สำคัญของอุตสาหกรรมบริการที่ดำเนินกิจการภายใต้ความ “คาดหวังและอารมณ์” ของมนุษย์ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ใช้ Human Touch เป็นตัวสร้างความประทับใจ ความจดจำ การบอกต่อ รวมการวัดผล KPI ด้าน Customer Experience ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากเจอวิกฤต COVID-19 แม้บางคนจะมองว่า “ไม่น่ายากในการหาบุคคลากรโรงแรมที่ว่างงานอยู่มาก” ให้กลับเข้ามาทำงานโรงแรมเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปิดประเทศแต่ในอีกมุมหนึ่งแม้จะมีคนที่ยังว่างงานอยู่จำนวนมากแต่เราต้องแบ่งคนเหล่านี้ออกเป็นสองแบบคือ “คนที่ออกมาแล้วยังมีความคิดที่จะกลับเข้าไปทำงานโรงแรมใหม่อีกครั้ง” กับอีกกรณีหนึ่งคือ “คนที่ออกมาแล้วเจอทางใหม่ที่ดีกว่าหรือชอบมากกว่าจนตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปทำงานโรงแรมอีก”


     นั่นอาจทำให้ปริมาณบุคลากรที่ว่างงานในอุตสาหกรรมที่น่าจะดูเหมือนยังมีจำนวนมากแต่อันที่จริงจำนวนคนที่พร้อมทำงานและกลับมาในอุตสาหกรรมนั้นมันมีจำนวนที่แท้จริงนั้นมีจำนวนมากเท่าไหร่? เพียงพอกับ Supply ที่เหลืออยู่ในตลาดหรือเปล่า? จำนวนของบุคคลากรที่พร้อมทำงานอย่างแท้จริงในตลาดที่เหลืออยู่ยังจะส่งผลสอดคล้องกับ Trend การจ้างงานในอนาคตที่เป็นยุคของ “แรงงานทักษะสูง” ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดพร้อมกับการที่ผู้ประกอบการจะยอมจ่ายในอัตราสูงแลกกับทักษะที่หลากหลายจนอาจจะเกิดปรากฎการณ์ “แย่งแรงงานทักษะสูง” ขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมทำให้แรงงานกลุ่มนี้ขาดตลาดก็เป็นได้ เพราะต้องยอมรับว่าตัวแปรหนึ่งที่จะเข้ามาส่งผลกับ Trend นี้คือเรื่องของ





3. เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมบริการ (
Hospitality Technology)


     ในส่วนของโรงแรมนั้นมีการเริ่มนำระบบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรวมถึงลดต้นทุนการดำเนินงานในประเภทงานที่ซ้ำซ้อนออกไปเพื่อให้พนักงานนำเวลาที่จะต้องเสียไปกับงานเหล่านั้นมาให้บริการแขกได้อย่างใกล้ชิดมากกว่านี่จึงเป็นที่มาของความต้องการแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านั้นได้ โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Skills ซึ่งถ้าเรามองกันตามความเป็นจริงแม้จะดูเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับแรงงานแต่มันคือธรรมชาติของธุรกิจที่ต้องมีการปรับตัวไปเรื่อยและแรงงานเองก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน หากเกิดกรณีที่เรามองว่า “ยังมีแรงงานในอุตสาหรกรมโรงแรมว่างงานและหางานอีกเยอะ” เราก็ต้องมองอีกมุมหนึ่งว่าปริมาณแรงงานเหล่านั้น “เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมโรงแรมในปัจจุบันซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?” และต้องคิดต่อไปในมุมที่ว่า “หากจำนวนแรงงานซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ว่างงานที่กำลังหางาน ณ ขณะนั้นมีจำนวนไม่พอต่อความต้องการของตลาด” ภาพของการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้เราจะวางแผนรับมืออย่างไร? นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิดหาทางรับมือเอาไว้เช่นกัน


4. ความไม่แน่นอนจากนโยบายสาธารณะ (Uncertainty Public Policy)


     ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้จากการออกนโยบายโดยหน่วยงานราชการเพื่อบริหารสถานการณ์ที่สอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลาซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้คงเป็นเรื่องของการที่โรงแรมเราคงต้องทำงานสอดประสานและ Update ไปกับประกาศ กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่อาจออกมาระหว่างทางของการเปิดประเทศซึ่งก็คงไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่ามันจะ “ดีหรือกลับไปแพร่ระบาดหนักเหมือนเดิม???” ดังนั้นเครื่องมือที่หลายโรงแรมนำมาใช้ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาอย่าง Worse Case Scinario Plaining ยังคงต้องมีการจัดทำอยู่และ Update รายละเอียดอย่างต่อเนื่องเพราะแม้จะเปิดประเทศแต่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปอาจจะเกิดสถานการณ์ที่บางพื้นที่ยังคงต้องให้มีการประกาศกักตัวหรือสั่งห้ามเข้าพื้นที่ในสถานการณ์ที่เกิดการแพร่ระบาดกลับมาอีกครั้งหลังเปิดประเทศ





5. ประเภทของนักท่องเที่ยว (
Tourist Market)


     เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขายและการตลาดของโรงแรม ในช่วงหลังมาตรการคลายล็อคที่ผ่านมาตลาดหลักของอุตสาหกรรมโรงแรมคงหนีไม่พ้นนักท่องเที่ยวในประเทศ (Demestic Tourist) เป็นตลาดไทยเที่ยวไทยเป็นหลักซึ่งหลายๆ โรงแรมก็เริ่มการทำการขายและการตลาดให้สอดคล้องและเอื้อกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวไทยมาเป็นพิเศษแต่หลังจากที่ประกาศเปิดประเทศน่าจะเป็นช่วงที่โรงแรมต้องทำการแบ่งสัดส่วนตลาด Domestic และ Oversea ให้สัมพันธ์กันและเป็นไปอย่างระมัดระวังเพราะในบางครั้งหากเกิดกรณีที่เราปรับแผนการขายและการตลาดให้เอื้อไปทาง Oversea เลยเป็นหลักเพราะเล็งเห็นว่าจะเปิดประเทศแล้วจนละเลยการให้ความสำคัญกับการทำตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Domestic ไปเลยอาจทำให้กระทบกับตลาดนักท่องเที่ยว Domestic ของโรงแรมได้


     ตัวอย่างเช่นกรณีของการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เน้นไปทาง Domestic ในปัจจุบันหากโรงแรมปรับรูปแบบกิจกรรมการส่งเสริมการขายมาเป็นการเน้นไปทาง Oversea เลยทันทีอาจทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศลดความสนใจกับโรงแรมลงเพราะไม่มี Promotion ที่เอื้อต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่น่าสนใจอีกสาเหตุที่ต้องระมัดระวังเรื่องนี้เพราะเราเองก็อาจจะยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าถ้าเปลี่ยนการทำตลาดจาก Domestic ไปเป็น Overse รับการเปิดประเทศเลยทันทีสถานการณ์การท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศจะเข้ามาท่องเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหน? หรือเราจะต้องเจอสถานการณ์ Lockdown อีกครั้งหรือเปล่า? เพราะหากมันเกิดเหตุการณ์เลวร้ายลักษณะนี้ขึ้นการจะกลับมาทำตลาด Domestic อีกครั้งอาจเป็นเรื่องยากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการ Balance การทำตลาดและ Forcaste รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งไม่ควร Focus ตลาดนักท่องเที่ยวชาติใดชาติหนึ่งเป็นหลักเพราะสถานการณ์ในประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ ทั่วโลกนั้นหากแม้สามารถกลับมาเดินทางไปท่องเที่ยวนอกประเทศได้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายจนอาจจะเกิดการสั่งปิดประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวอีกครั้งก็ได้ดังนั้นการทำตลาดควรแบ่งสัดส่วนนักท่องเที่ยวแต่ละชาติให้เหมาะสมกับสภาพของตลาดนักท่องเที่ยวและสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวนั้นๆ





6. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว



     แม้โครงการเราเที่ยวด้วยกันจะหมดอายุลงในปีหน้าแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตน่าจะมีโครงการอื่นๆ ออกมาส่งเสริมการท่องเที่ยวและพยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวกลับมาเป็นรายได้หลักของประเทศอีกครั้งอย่างชัดเจน ดังนั้นเราควรนำข้อมูลและวิธีการต่างๆ ที่โรงแรมได้ใช้เพื่อเข้าสู่โครงการที่เป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐมาวางแผนและคาดคะเนโครงการใหม่ที่จะออกมาเพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จุดไหนที่โรงแรมทำได้ดีอยู่แล้ว จุดไหนที่โรงแรมต้องปรับปรุง เมื่อทราบถึงสองสิ่งนี้แล้วจะสามารถทำให้เราวางแผนการบริหารจัดการโรมให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ในอนาคตอย่างดีที่สุด
 

     ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมหลังการประกาศเปิดประเทศทั้งในด้านของบุคคลากร ปัจจัยแวดล้อมภายในและปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการและบุคคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรมเป็นเรื่องปกติที่ในโลกธุรกิจนั้นองค์กรมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่จะเปลี่ยนแบบรุนแรงมากแบบ Radical Change หรือเป็นแบบ Incremental change ก็อยู่ที่สถานการณ์ของ Trend ธุรกิจ ณ ขณะนั้น



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

3 หนุ่มชาวสวนยาง ใช้ Smart Farm เพาะเห็ดแครงขาย    ต่อยอดสู่ธุรกิจแพลนต์เบส และผู้ผลิตวัตถุดิบรายใหญ่

รู้หรือไม่ว่า “เห็ดแครง” ที่เป็นส่วนผสมของเมนูแพลนต์เบสทุกแบรนด์ในประเทศไทย ล้วนมาจากเครือข่าย “บ้านเห็ดแครง” จ.สงขลา เกษตรกรผู้เพาะเห็ดแครงด้วยระบบ Smart Farm ที่ควบคุมได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ

BRATBOX ส่งไส้กรอกเนื้อวัว เนื้อแกะ Plant Based บุกตลาด ต่อยอดความอร่อยจากสูตรต้นตำรับ 200 ปี

BRATBOX ผู้ผลิตไส้กรอกเยอรมันสัญชาติไทยแท้ ต่อยอดสูตรลับความอร่อยกว่า 200 ปี สร้างโอกาสใหม่ธุรกิจส่งไส้กรอกเนื้อวัว เนื้อแกะ Plant Based บุกตลาด

กรณีศึกษาการรีแบรนด์ havaianas รองเท้าแตะขวัญใจคนจนสู่รองเท้าไฮโซ 6 ปียอดพุ่งจาก 65 ล้านคู่เป็น105 ล้านคู่

หลายคนอาจจะรู้จักหรือแม้กระทั่งเคยควักสตางค์ซื้อรองเท้าแตะฟองน้ำยี่ห้อ havaianas มาใส่ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมรองเท้าแตะที่ดูเหมือนธรรมดาๆ ราคาจึงสูงถึงคู่ละหลายร้อยไปจนถึงหลักพันบาทได้