บริหารธุรกิจ E-Commerce ยังไงให้มีรายได้ร้อยล้าน เปิดเคล็ดลับจาก 2 ผู้บริหาร Sellsuki

 

 

     จากทีมแชมป์ประกวดแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยและเขียนแผนธุรกิจเมื่อ 15 ปีที่แล้ว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท Sellsuki (เซลสุกิ) ที่วันนี้มีรายได้หลักร้อยล้านบาท ปัจจัยอะไรที่ทำให้องค์กรของเขาเติบโตมาได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการแข่งขันที่หนักหน่วง

     วันนี้สองผู้บริหาร Sellsuki (เซลสุกิ)  ภัทร เถื่อนศิริ CEO และนันทวิทย์ จันทร์วาววาม CPO จะมาถ่ายทอดแนวคิดจากประสบการณ์ตรงที่ทำให้การบริหารองค์กรประสบความสำเร็จเพื่อเป็นประโยชน์กับ SME ได้นำไปปรับใช้

Starting Point

     จุดเริ่มต้นของ Sellsuki (เซลสุกิ) ก็คงคล้ายกับ Startup หลายๆ บริษัทที่เริ่มจากไปประกวดแข่งขันจากเวทีประกวด Accelerators Program ต่างๆ จนประสบความสำเร็จกับโครงการ True Incube Batch 1 โดยใช้ไอเดียที่จะต่อยอดนำทักษะความเชี่ยวชาญด้าน Tech ไปผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญเรื่อง Business เพื่อเปิดบริษัทเทคโนโลยีสร้าง Platform ให้บริการลูกค้า

     “ตอนนั้นคิดทำธุรกิจหลายอย่างมาก ตั้งแต่ทำเว็บขายเสื้อผ้าสามารถเลือกปกเสื้อเชิ้ตอัตโนมัติได้ รวมทั้งโปรเจ็กต์ทำแอปพลิเคชันสมุดนิทานขายบนระบบ IOS ซึ่งก็เฟลไป พอเฟลไปก็กลับมานั่งคิดกันว่าทำไมเราไม่ทำอะไรที่เกี่ยวกับการขายของออนไลน์เพื่อตอบรับกระแสทั้งในไทยและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีความต้องการซื้อขายของผ่านระบบแชท เกิดเป็นบริษัทเซลสุกิ ที่จะตอบโจทย์แชทคอมเมิร์ซให้ได้ 8 ปีที่แล้ว” นันทวิทย์ เล่าย้อนไปถึงที่มาของธุรกิจ

     จากวันนั้นพวกเขาได้เรียนรู้อะไรมากมายที่หากถอดรหัสความสำเร็จของพวกเขาพอสรุปได้ดังนี้

1. Business Model ต้องชัด

     ในการเริ่มต้นธุรกิจที่ดีคือ Business Model ต้องชัด หากสังเกตให้ดีหลายๆ ธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมักจะทำตามใจในสิ่งที่ตัวเองอยากทำหรืออยากได้ ผลิตสินค้าหรือบริการขึ้นมาโดยที่ยังไม่รู้ว่ามีกลุ่มลูกค้ามากน้อยแค่ไหน และกลุ่มลูกค้าชอบสินค้า/บริการหรือไม่ การเริ่มธุรกิจจาก Inside out อย่างเดียวคงไม่พอต้องคำนึงถึง Outside in ด้วย และการทำ business model ที่ดีง่ายๆ คือสามารถเริ่มต้นจากกระดาษเพียงแค่แผ่นเดียวก่อน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสความสำเร็จก่อนที่จะลงมือทำเป็นธุรกิจจริงจัง

     นอกจากนี้การทำ Business Model ไม่ควรทำแค่ตอนเริ่มต้นธุรกิจเท่านั้น ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นคู่แข่ง ราคา ตลาด ฯลฯ จึงจำเป็นต้องนำเอาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาอยู่ในสมการของ Business model ให้มากที่สุด เปรียบเสมือนการเช็กตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดคำว่าสายไปแล้วเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ

     “3 ปีก่อนผมไปงาน LINE TV ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว แสดงว่า Business model มันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ตัวผมเองก็ตระหนักว่าธุรกิจอาจจะต้องเจอ Disrupt ได้ตลอดเวลา ดังนั้นการทำ Business model ให้ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงได้หากต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงว่าทำแล้วจะรอดไหม เปรียบดั่งเราได้ทดลองแก้ไขปัญหาธุรกิจเหล่านั้นในจินตนาการก่อนหนึ่งครั้ง” ภัทร กล่าวสนับสนุน