ส่องไอเดียเพิ่มมูลค่าสินค้า จากขนแกะราคาตก ขายได้กิโลละ 22 บาท แปรรูปเป็นปุ๋ยส่งออกทำเงินหลักล้าน

 

 

      หากพูดถึงมองโกเลียสิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ภูเขา ทุ่งหญ้า ไม่มีทางออกทะเล และมีชนเผ่าเร่ร่อนที่ต้อนสัตว์เลี้ยงรอนแรมตามที่ต่าง ๆ โดยพักอาศัยใน “เกอร์” (ger) หรือกระโจม วันนี้จะพาไปสำรวจสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อของมองโกเลีย นั่นคือ “ขนแกะ”

      มองโกเลียเป็นที่เลี้ยงแกะมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งประเทศมีแกะราว 30 ล้านตัวเทียบกับประชากรคนที่มี 3 ล้านกว่าคน แต่แกะที่มองโกเลียสายพันธุ์แตกต่างจากในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่เส้นใยขนแกะอ่อนนุ่มละเอียด สามารถนำไปผลิตเป็นเสื้อสเวตเตอร์ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ และผ้าต่าง ๆ ใกล้เคียงกับผ้าแคชเมียร์ที่ทำจากขนแพะ

      ส่วนขนแกะของมองโกเลียที่ได้จากแกะพื้นเมือง 15 สายพันธุ์จะมีขนที่หนาและหยาบ ที่ผ่านมา ขนแกะมองโกเลียจะถูกนำไปใช้ทำฉนวนคลุมกระโจมเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในกระโจมให้อบอุ่นในฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป พื้นที่ต่าง ๆ ได้รับการพัฒนา ความเป็นเมืองได้แผ่ขยายมากขึ้นทำให้วิถีการอาศัยในกระโจมลดน้อยลง ความต้องการฉนวนขนแกะเพื่อคลุมกระโจมก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาขนแกะมองโกเลียตกต่ำสุดขีดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2,000 ทูกริคหรือราว 22 บาทเท่านั้น

      ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ประกอบการท้องถิ่นในมองโกเลียจึงพยายามหาวิธีเพิ่มมูลค่าขนแกะด้วยการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่โดยมีความหวังว่าจะช่วยให้หลุดพ้นการพึ่งพารายได้จากการส่งออกขนแกะ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วย โซบาดรัค บายานจาฟ ผู้ประกอบการที่คลุกคลีกับธุรกิจขนแกะและเป็นตัวแทนการค้าของมองโกเลียในยุโรปเป็นหนึ่งในผู้ที่เริ่มบุกเบิกการพัฒนาขนแกะให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น

      ช่วงที่เขาเดินทางไปทำธุรกิจในยุโรป บายานจาฟได้มีโอกาสพบกับนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮัมโบลต์ในเยอรมนีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปขนแกะ จากการวิจัยพบว่าในขนแกะธรรมชาติอุดมด้วยแร่ธาตุไนโตรเจนและโปแตสเซี่ยมจึงเหมาะที่จะนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หลังจากที่ทำข้อตกลงขอใช้เทคโนโลยีของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเยอรมนี บายานจาฟก็ได้ลงทุนสร้างโรงงานและสั่งซื้อเครื่องจักรจากเยอรมนี โรงงานของเขาตั้งอยู่ในจังหวัดทูฟ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงอูลานบาตอร์ เมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดของมองโกเลีย 

      ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากขนแกะเริ่มต้นจากการทำความสะอาดขนแกะด้วยเครื่องจักรเพื่อกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรียน จากนั้นนำไปบดให้ละเอียดแล้วอัดเป็นแท่งเล็ก ๆ จากการทดสอบ ปุ๋ยที่ทำจากขนแกะนี้ใช้งานได้ยาวนานโดยสามารถบำรุงพืชและต้นไม้ได้นานสูงสุด 10 เดือนเลยทีเดียว

      หลังเดินเครื่องผลิต โรงงานของบายานจาฟได้ส่งออกปุ๋ยจากขนแกะไปยังเยอรมนี 20 ตันในปี 2019 และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปีถัดมา โดยปี 2021 ที่ผ่านมา เขาสามารถส่งออกปุ๋ยขนแกะเพิ่มเป็น 80 ตัน คาดปีนี้ตัวเลขน่าจะทะลุ 220 ตันและทำรายได้ 240,000 ยูโรหรือราว 7.2 ล้านบาทเข้าบริษัท ซึ่งบายานจาฟอยู่ระหว่างมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาสร้างโรงงานผลิตแห่งที่ 2

     บายานจาฟเล่าว่าปุ๋ยขนแกะของเขาเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพสูง มีเกษตรกรรายหนึ่งพยายามปลูกผักบนพื้นที่ที่เป็นเหมืองเก่าแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่หลังจากลองนำปุ๋ยขนแกะของเขาไปใช้ พืชผักกลับงอกงามดี บายานจาฟเผยแผนต่อไปว่าเขาต้องการนำปุ๋ยที่ผลิตไปสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในโรงเรือนเพื่อแข่งขันกับสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากจีน โดยขณะนี้เขากำลังหาพันธมิตรที่จะมาร่วมกันทำภารกิจนี้