ไขความลับ “JOYOUS” จากจุดเริ่มต้นแบรนด์แอคเซสเซอรี่ในสำเพ็ง ทำธุรกิจยังไงให้โตหลักร้อยล้าน

TEXT : กองบรรณาธิการ

Main Idea

  • “จอยอัส” (JOYOUS) แบรนด์บิวตี้ แอคเซสเซอรี่ เช่น แหนบ กรรไกตัดเล็บ กิ๊บติดผม ที่มีวางขายอยู่ในร้านเซเว่นฯ มานานเกือบ 25 ปี

 

  • ใครจะรู้จุดเริ่มต้นธุรกิจนั้นเกิดมาจากร้านขายสินค้าส่งในสำเพ็งมาก่อน ปัจจุบันจะสร้างรายได้ให้ธุรกิจปีๆ หนึ่งหลักหลายร้อยล้านบาท

 

     หากใครเคยได้เข้าไปใช้บริการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น นอกจากสินค้าอาหารเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวที่มีอยู่มากมายแล้ว คงเคยผ่านตากับสินค้าแอคเซสเซอรี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ อาทิ แหนบ กรรไกตัดเล็บ กิ๊บติดผม ยางรัดผม ฯลฯ กันบ้าง (หรือบางคนก็อาจเป็นลูกค้ากันไปแล้ว) แต่คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่า “จอยอัส” (JOYOUS) เป็นแบรนด์สินค้าประเภทบิวตี้ แอคเซสเซอรี่ (Beauty Accessories) ที่มีวางขายอยู่ในร้านเซเว่นฯ มานานเกือบ 25 ปี แถมเริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นร้านขายส่งสินค้าย่านสำเพ็งมาก่อนด้วย ปัจจุบันทำรายได้กว่าหลักร้อยล้านบาทต่อปี (ปี 2565 รายได้รวม 319,588,332 ล้านบาท : ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) วันนี้เลยจะชวนมาทำความรู้จักและถอดสูตรความสำเร็จของธุรกิจไปพร้อมกัน

           

แค่เปลี่ยนตลาด ก็เพิ่มโอกาสธุรกิจโตก้าวกระโดด

     กวิน ศุภกฤตกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ริช เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เล่าย้อนให้ฟังว่า เดิมทีนั้นบริษัทผลิตสินค้ากลุ่มบิวตี้ แอคเซสเซอรี่ (Beauty Accessories) อาทิ ยางรัดผม กิ๊บ หวี ฯลฯ โดยช่วงแรกนั้นจำหน่ายสินค้าขายส่งอยู่ในย่านสำเพ็ง เพื่อให้ร้านค้าต่างๆ มารับไปขายต่อ

     กระทั่งในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงได้มองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจผ่านช่องทางขายสินค้าในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จึงตัดสินใจนำสินค้าเข้าไปเสนอขาย ด้วยความที่เป็นกลุ่มสินค้าใหม่และยังไม่เคยมีใครคิดนำเสนอมาก่อน จึงได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แต่การเปลี่ยนกลุ่มตลาดใหม่ ทำให้ต้องมีการปรับตัวมากพอสมควร แต่สุดท้ายก็สามารถเข้าวางจำหน่ายได้เป็นผลสำเร็จ

     “ตอนนั้นเซเว่นฯ เอง ก็เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจได้ไม่นานเหมือนกัน มีอยู่ประมาณพันกว่าสาขาทั่วประเทศ ผมมองเห็นว่าน่าจะมีโอกาส เพราะยังไม่มีสินค้ากลุ่มนี้วางจำหน่ายในเซเว่นฯ ก็เลยลองเข้าไปติดต่อ ปรากฏว่าเขาก็สนใจ เลยได้มาลองพัฒนาสินค้าร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้โนฮาวซึ่งกันและกัน เราได้พัฒนาสร้างแบรนด์ของเรา ทางเซเว่นฯ เองก็ช่วยพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน ช่วยให้คำแนะนำการเลือกใช้แพ็กเกจจิ้ง จนสุดท้ายก็ได้สินค้าออกมาภายใต้แบรนด์ JOYOUS ที่พัฒนาขึ้นมาร่วมกัน ช่วงแรกมีสินค้าวางจำหน่ายแค่ 8 SKUs ได้แก่ ยางรัดผม กิ๊บ และหวีต่างๆ แต่เราก็ได้วางจำหน่ายในเซเว่นฯ ทุกสาขาเลย” กวินเล่าที่มาธุรกิจให้ฟัง

เรียนรู้ - สร้างสรรค์ – ต่อยอด 3 หัวใจหลัก พาธุรกิจโตต่อเนื่อง

     กวินเล่าต่อว่าแม้จะเจอโอกาสธุรกิจใหม่ และสินค้าก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค แต่กลุ่มสินค้าบิวตี้และสินค้าแฟชั่นมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาใช้มัดใจผู้บริโภคและทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมาจาก 3 หัวใจหลัก ได้แก่ 1.หมั่นเรียนรู้ (Learning) : ต้องรู้จักและเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี รวมถึงหมั่นศึกษาเทรนด์ใหม่ๆ เสมอเพื่อนำมาพัฒนาสินค้า  2.คิดสร้างสรรค์ (Creative) : สร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ จากข้อมูลที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์มา 3.พัฒนาต่อยอดให้เป็นจริง (Change) : เมื่อวิเคราะห์แล้วว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความต้องการที่แท้จริงของตลาด ก็ให้พัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นจริงขึ้นมา เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

ออนไลน์ ประตูสู่โอกาสธุรกิจครั้งที่ 2

     จากโอกาสที่ได้รับมาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน กวินยอมรับว่าการเข้าสู่โลกออนไลน์ของธุรกิจที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงโรคระบาดโควิด-19 นอกจากจะเป็นทางรอดให้กับธุรกิจจากยอดขายหน้าร้านที่ลดลง เพราะผู้บริโภคไม่สามารถเดินทางมาซื้อที่ร้านได้เหมือนกับแบรนด์อื่นๆ ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น

     การปรับตัวครั้งนั้นยังทำให้เขาได้โอกาสใหม่ในการทำธุรกิจ จากการเข้าถึงข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถพัฒนาปรับปรุงสินค้าให้ทันกับความต้องการแท้จริงของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นด้วย

     “การทำธุรกิจแต่ก่อนกว่าจะได้มาซึ่งข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า อาจต้องอาศัยการทำวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล แต่ปัจจุบันเราสามารถรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภคได้โดยตรงแบบเรียลไทม์เลย จากการที่เขาโพสต์ลงโซเชียลต่างๆ ซึ่งเป็นผลดีกับการทำธุรกิจ ซึ่งหากเราสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ ก็จะช่วยพัฒนาสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น”

เพิ่ม 4 แบรนด์หลัก แตกไลน์สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการลูกค้า

     ปัจจุบันสินค้าในเครือแบรนด์ JOYOUS มีวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นแล้วกว่า 69 รายการ ภายใต้ 4 แบรนด์หลักที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมา ประกอบด้วย  1.JOYOUS สินค้าแบรนด์ดั้งเดิมที่เป็นบิวตี้ แอคเซสเซอรี่ต่างๆ 2.JOYOUS Premium เป็นสินค้าต่อยอดจากแบรนด์ JOYOUS ที่มีการเพิ่มความพรีเมียมมากขึ้น ทั้งคุณภาพวัสดุที่ใช้และการดีไซน์ 3.JOYCHEF สินค้าประเภทเครื่องใช้ภายในครัว เช่น มีดปอก ทัพพีตักข้าว และผ้าเช็ดมือ และ 4. JOYUSE  สินค้าของใช้ทั่วไป อาทิ กุญแจล็อคและปลั๊กไฟอินเตอร์ มีจำหน่ายตั้งแต่ราคาตั้งแต่ 12-129 บาท โดยกลุ่มสินค้าที่ขายดีที่สุด คือ กลุ่มสินค้าที่มีการใช้ประจำอยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ กรรไกรตัดเล็บ แหนบ ที่แคะหู ที่กดสิว ไหมขัดฟัน กิ๊บต่างๆ เช่น กิ๊บดำ กิ๊บเป๊าะแป๊ะ เป็นต้น

     และนี่คือ เรื่องราวของแบรนด์ JOYOUS สินค้าแอคเซสเซอรี่ที่วางขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นมากว่า 25 ปี ที่แม้จะเริ่มต้นธุรกิจจากเล็กๆ จากการวางขายในร้านค้าท้องถิ่นมาก่อน แต่วันหนึ่งก็สามารถเติบโตระดับประเทศ และประสบความสำเร็จได้ หากไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

     “ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ แม้สินค้าจะราคาสิบกว่าบาท แต่เราก็ถือว่าทุกชิ้นมีความสำคัญเท่ากันหมด นี่คือ สิ่งที่ยึดถือมาตลอด ฉะนั้นมาตรฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเอง และต้องรักษาไว้ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องต่อไป” ผู้บริหารแบรนด์ JOYOUS กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

MaxGrainta จากลูกบ้านักวิทยาศาสตร์ สู่ผู้คิดวิธีผลิตนมจากเมล็ดถั่วเจ้าแรกของโลก

ว่ากันว่า การทำธุรกิจ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จ ได้ผลกำไรที่ดี ต้องมีการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ต้นทุน การผลิต การทำตลาด ไปจนวิธีการขายและการกำหนดราคา แต่สำหรับการค้นคว้าวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ เป้าหมายที่ต้องการ คือ ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

ต่อยอดธุรกิจโรงแรมยังไงให้หนีคู่แข่ง The Tryst River Kwai อัปเวลที่พักแบบเก่าเข้าสู่ตลาดลักซ์ชัวรี่

เป็นปัญหาเจ้าของธุรกิจที่คิดอยากแสวงหาตลาดใหม่ในกลุ่มสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำยังไงถึงจะแตกต่างจากคู่แข่งได้ วันนี้ชวนมาดูกรณีศึกษาของ The Tryst River Kwai ผู้บุกเบิกที่พักแพสไตล์โมเดิร์น เจ้าแรกๆ ในย่านน้ำตกไทรโยคน้อยกัน

10 เรื่องต้องรู้ ก่อนก้าวสู่การเป็น Seller Carbon Credit

จากภาวะยุคโลกร้อนเข้าสู่ยุคโลกเดือด ปัจจุบันจึงได้เห็นภาคส่วนต่างๆ ทั่วโลกใช้ “คาร์บอนเครดิต” เป็นกลไกมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero กันมากขึ้น เมื่อความต้องการคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่ SME จะพัฒนาตนเองเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายคาร์บอนเครดิต หรือ Seller Carbon Credit ก็มากตามขึ้นไปด้วย