“กินข้าวบ้านแจม” ร้านดังในนครสวรรค์ เปลี่ยนข้อจำกัดเป็นจุดต่าง ทำกัน 2 คน ขายแค่วันละ 3 โต๊ะ

TEXT: จีราวัฒน์ คงแก้ว

PHOTO : กินข้าวบ้านแจม

     จำได้ไหมตอน 5 ขวบคุณฝันอยากเป็นอะไร

     แล้วจะมีสักกี่คนที่สานต่อความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง เหมือนกับ “ทักษิณา โอสถานุเคราะห์ (แจม)” เจ้าของร้านอาหาร ชื่อดังบนโลกออนไลน์ กินข้าวบ้านแจม” ที่กว่าจะมีวันนี้ต้องต่อสู้เพื่อความฝัน สมบุกสมบันกว่าที่คิด นำเงินก้อนสุดท้ายมาเปิดร้าน แต่ต้องเจอผู้รับเหมาโกงถึง 2 ครั้ง จนเงินเก็บแทบไม่เหลือ ฮึดสู้ต่อจนร้านเสร็จ แต่เจอโจทย์ทำกันแค่ 2 คน ไม่มีกระทั่งลูกจ้าง เลยเปิดขายได้แค่ 3 โต๊ะ วันละ 2 รอบเช้า-เย็น ลูกค้าต้องจองก่อนกิน และต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเท่านั้น

     ใครจะคิดว่าสุดท้ายร้านจะดังและปัง! คนต่างอยากมา "กินข้าวบ้านแจม" ที่นครสวรรค์ แม้จะจองยาก! พวกเขาทำได้อย่างไร มาดูกัน!!!

  • ลัดฟ้าตามล่าฝันที่ออสเตรเลีย

 

     “แจม” ชอบทำอาหารมาตั้งแต่วัยเพียง 5 ขวบ เธอมักติดตามคุณยายเข้าครัวจนหลงใหลในการทำอาหาร ตอนทำสารนิพนธ์ (IS) จบ ขณะเรียนปริญญาโทด้าน การบริหารธุรกิจบันเทิงและการผลิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอยังเลือกนำเสนอโมเดลธุรกิจร้านอาหาร ที่ชื่อ “ต้มยำกุ้ง แฟคทอรี่” และมีความฝันว่า สักวันหนึ่งจะมีร้านอาหารเป็นของตัวเองให้ได้ จนได้รับโอกาสจากญาติสนิทอย่างคุณป้าที่เห็นความตั้งใจจริง จึงให้ทุนไปตามล่าฝันที่ประเทศออสเตรเลีย  

     หลังลงจากเครื่อง เป็นคนอื่นคงรีบบึ่งไปโรงแรมที่พัก หรือที่เที่ยว แต่แจมกลับพุ่งตรงไปยัง “ร้านดู๋ดี๋” ร้านอาหารไทยชื่อดังในออสเตรเลีย ที่มีสาขาอยู่ในซิดนีย์ และกำลังจะขยายสาขาไปเมลเบิร์นในตอนนั้น วันที่ลงเครื่องคือวันสุดท้ายของการรับสมัครพนักงานในสาขาใหม่ และเธอไปถึงเป็นคนสุดท้าย เดชะบุญที่ยังได้โอกาสสัมภาษณ์ ด้วยจำนวนคนสมัครที่มาก แถมเธอยังไปถึงเป็นคนสุดท้าย และเวลานั้นยังไม่ได้ภาษาอะไรด้วยซ้ำ เลยเผื่อใจไว้แล้วว่าจะไม่ได้งาน แต่ยังไงเธอก็ต้องอยู่รอดในเมืองนอกให้ได้ โดยที่ไม่คิดจะรบกวนเงินจากที่บ้านอีก  จึงไปลงเรียนภาษา และสมัครงานตามร้านอาหารไทย งานไหนค่าแรงเยอะก็ทำหมด ไม่เคยเกี่ยงงาน แม้แต่งานร้านนวด เจอกดค่าแรง เจอคำดูถูกมาสารพัด แต่ใครจะคิดว่า ผ่านมา 3 เดือน และตรงกับวันเกิดของเธอพอดิบพอดี จะได้รับสายจากร้านดู๋ดี๋ แจ้งข่าวว่า เธอได้งานแล้ว!

     “ตอนสัมภาษณ์บอกพี่เขาไปว่า เรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงาน และซื่อสัตย์ เขาบอกว่าที่เลือกเพราะคำนี้แหล่ะ มุ่งมั่นและซื่อสัตย์ เพราะสำคัญต่อการทำงานในร้านอาหารมาก จากนั้นเขาก็เริ่มเทรนงานทุกอย่าง ก็ทำทุกอย่างกับเขาจนเกิดเป็นร้านดู๋ดี๋สาขาเมลเบิร์นขึ้นมา ตอนนั้นจะดูแลงานครัวเป็นหลัก โดยตำแหน่งสุดท้ายคือเป็นหัวหน้าดูแลฝ่ายอ็องเทร่ หรือ อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารทานเล่น ซึ่งเป็นจานแรกที่เสิร์ฟและต้องออกเร็วสุด ก็ทำอยู่ที่นี่ถึงประมาณ 4 ปี”

     แจมบอกเราว่า ตั้งแต่ทำงานวันแรก จนถึงวันสุดท้าย เธอยังคงทำงานอย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ ไม่เคยเกี่ยงงาน และเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากร้านเสมอ พิสูจน์ว่าประโยคที่เธอเคยพูดไว้ตอนสัมภาษณ์ เธอยังรักษามันไว้ได้จนวันสุดท้าย

  • เก็บเงินก้อนมาลุยฝันต่อที่บ้านเกิด

           

     หลังเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เป็นจังหวะที่ทั่วโลกเจอกับวิกฤติโควิดเข้าพอดี แจมจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ จ.นครสวรรค์ โดยหอบความฝันที่อยากเปิดร้านอาหารกลับมาด้วย ตอนนั้นมีบ้านเก่าของคุณตาคุณยายอยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ริมน้ำ ในตลาดท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เธอจึงคิดจะเปิดเป็นร้านอาหาร เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่กว่าคุณตาคุณยายจะอนุญาตก็ใช้เวลาอยู่หลายปี เรียกว่าขอกันมาตั้งแต่ก่อนไปเมืองนอกด้วยซ้ำ  

     สุดท้ายเมื่อได้ไฟเขียวให้ทำร้าน เธอจึงเริ่มลงมือออกแบบความฝันในหัว มาขีดๆ เขียนๆ ลงกระดาษ จากนั้นก็ไปจ้างช่างรับเหมามาต่อเติมความฝันให้ ทว่ากลับถูกโกงต้องเสียเงินไปหลายแสน โดยที่ร้านยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ พอจ้างช่างรายใหม่ ก็ถูกโกงซ้ำอีก จนเงินเก็บที่สั่งสมมาจากการทำงานหนัก แทบสลายหายไปในพริบตา

     “ตอนแรกคิดว่าจะเลิกทำแล้ว กลับออสเตรเลียดีกว่า แต่คิดไปคิดมา เรารื้อบ้านคุณตาคุณยายไปแล้ว ถ้าไม่ทำต่อท่านจะคิดยังไง อุตส่าห์ให้โอกาสทำ  ทำไม่สำเร็จไม่พอ ยังทำบ้านเขาพังอีก ก็เลยตัดสินใจสู้ต่อ ตอนนั้นเงินก็แทบไม่มีแล้ว เลยไปให้ลุงแถวบ้านที่เป็นช่างไม้มาทำให้ ซึ่งแกก็ทำของแกคนเดียว ยกเสายกอะไรเองคนเดียวหมด ส่วนสีพวกเราก็ทากันเอง แถวบ้านมียายที่เขาทำคอกวัว มีพี่ๆ น้องๆ ก็ให้มาช่วยเคลียร์ดิน ปลูกหญ้า ช่วยกันทำจนเสร็จในที่สุด”

     และแล้วร้านหนึ่งร้านที่เกิดขึ้นจากคนทำแค่ไม่กี่คนก็ปรากฏโฉมขึ้น แต่อยู่ในย่านเล็กๆ ห่างไกลจากตัวเมือง แถมคนส่วนใหญ่ยังเป็นผู้สูงอายุ ข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจของกินข้าวบ้านแจม เลยมีไม่ใช่น้อย ตั้งแต่ไม่มีทุนมาก ทั้งร้านมีคนทำงานอยู่แค่ 2 คน คือ แจม ทักษิณา และคนสนิทอย่าง  “กรชนก จิรธีระพัฒน์ (พลอย)” โดยเธอรับหน้าที่เป็นเชฟ ส่วนพลอยดูแลงานบริการและหน้าร้านทุกอย่าง ไร้ซึ่งพนักงาน กระทั่งล้างจาน กวาดร้านก็ยังต้องทำกันเองหมด

     แต่เพราะข้อจำกัดนี่แหล่ะ ที่ทำให้เกิดเป็นคอนเซ็ปต์ร้านที่แตกต่าง และทำให้ “กินข้าวบ้านแจม” กลายเป็นที่โด่งดังอย่างทุกวันนี้