Text: Neung Cch.
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือหัวหน้าทีมหนังไทยเรื่อง Human Resource อาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วสบายใจเพราะมันไม่ได้มาบอกว่าคุณควร “บริหารให้เก่งขึ้น” อย่างไร
แต่มันกำลังเอากระจกบานใหญ่มาตั้งตรงหน้าแล้วถามคำถามที่เจ็บแบบสุภาพว่า “ระบบที่คุณภูมิใจ กำลังทำให้คนทำงาน ‘มีชีวิต’หรือแค่ ‘ยังไม่ตาย’ อยู่ในองค์กรกันแน่?”
หนังเล่าเรื่องโลกการทำงานผ่านสายตาของฝ่าย HR พื้นที่ซึ่งมองเห็นทั้งความหวัง ความพยายาม และความพังของคนทำงานและเมื่อมองลึกลงไป มันสะท้อน “รอยร้าวเงียบๆ” ที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรโดยที่ผู้บริหารอาจไม่เคยรู้ตัว
ก่อนที่พนักงานจะกลายเป็น “ซอมบี้”ร่างกายอยู่ครบ แต่ไฟในการทำงานดับไปทีละน้อย นี่คือ 5 กระจกสะท้อนรอยร้าวจาก Human Resource ที่ทุกองค์กรควรกล้าส่องดูตัวเองอย่างจริงจัง
รอยร้าวที่ 1: เมื่อคนเก่งถูกใช้เหมือน “อะไหล่ราคาถูก”
จิดา คือตัวแทนของ “พนักงานในฝัน” ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่งานเขียน งานตัดต่อ ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ระบบตอบแทนความสามารถของเธอ คือการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ด้วยค่าแรงระดับเริ่มต้นพร้อมประโยคสวยหรูที่หลายองค์กรคุ้นเคยดี
“นี่คือโอกาสในการเรียนรู้”
Business Insight: นี่ไม่ใช่ปัญหาของพนักงานไม่อดทน แต่คือปัญหาขององค์กรที่มอง “ศักยภาพ” เป็นแค่ต้นทุน ไม่ใช่คุณค่า เมื่อคนเก่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงอะไหล่ราคาถูก เขาจะหยุดสร้างสรรค์ และเหลือแรงแค่พอ “อยู่รอด” ไปวันๆ
รอยร้าวที่ 2: พนักงานที่ “เงียบ” ไม่ได้แปลว่าองค์กรกำลังโอเค
เฟรน เจ้าหน้าที่ HR คือคนที่เห็นทุกอย่างเห็นความไม่เป็นธรรม เห็นแรงกดดัน และเห็นระบบที่บิดเบี้ยวแต่หน้าที่ของเธอไม่ใช่การเปลี่ยนระบบ คือการทำให้มัน “เดินต่อไปให้ได้”
นี่คือภาพสะท้อนของหลายองค์กรที่มีคนเก่ง มีคนมองเห็นปัญหาแต่ระบบไม่เคยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พูดความจริงเพราะการตั้งคำถาม มีต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงเกินไป
Business Insight: ผู้บริหารไม่ควรถามว่า “ทำไมพนักงานไม่เสนอไอเดีย” แต่ควรถามว่า “ระบบของเราปลอดภัยพอให้เขาพูดความจริงหรือยัง?”
วันที่พนักงานเลือกเงียบไม่ใช่วันที่ปัญหาหายไปแต่คือวันที่พลังสร้างสรรค์เริ่มหายไปแบบถาวร
นี่คือ Quiet Quitting ที่แนบเนียนที่สุด และอันตรายกว่าการลาออกตรงๆ หลายเท่า
รอยร้าวที่ 3: หัวหน้าที่บ้าอำนาจไม่รู้ตัว คือผู้ทำลายวัฒนธรรมองค์กรเร็วที่สุด
ฉากที่หัวหน้าปาเศษกระดาษใส่ลูกน้อง อาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาคนชินกับอำนาจแต่ในโลกของคนทำงานนั่นคือการประกาศชัดว่า “ศักดิ์ศรีของคุณไม่มีค่า”
การใช้อำนาจเหนือเหตุผลคือรอยร้าวที่สะสมความกลัวไว้ในใจพนักงานและความกลัว ไม่เคยสร้างทีมที่คิดเป็น
Business Insight: นวัตกรรมไม่เคยเกิดจากความกลัว มันเกิดจากพื้นที่ที่คน “กล้าพลาด” โดยไม่ถูกเหยียบซ้ำ หากองค์กรเต็มไปด้วยหัวหน้าที่ใช้อีโก้แทนภาวะผู้นำคุณอาจได้ทีมที่เชื่อฟังแต่จะไม่มีวันได้ทีมที่คิดเองเป็น
รอยร้าวที่ 4: ระบบที่ดีบนกระดาษ อาจเลวร้ายในชีวิตจริง
เต้น เพื่อนร่วมงานฝ่าย HR รู้ดีว่าระบบมีปัญหาแต่บทบาทของเขาไม่ใช่การตั้งคำถามคือการทำให้มัน “ยังทำงานได้ต่อไป”
นี่คือกับดักของหลายองค์กรที่เอา KPI, Process และ Policyมาครอบมนุษย์จนลืมถามคำถามพื้นฐานที่สุดว่าระบบนี้ยังสอดคล้องกับชีวิตจริงของคนทำงานหรือไม่?
Business Insight: เมื่อพนักงานต้อง “กัดฟันทำ” ทุกวันไฟอาจไม่ดับในทันที แต่มันจะมอดลงอย่างถาวรองค์กรอาจยังเดินหน้าได้ตามแผนแต่คนในนั้นกำลังทำงานอย่างไร้จิตวิญญาณไปเรื่อยๆ
รอยร้าวที่ 5: เมื่อพนักงานกลายเป็นซอมบี้ องค์กรจะยังเดิน...แต่ไม่มีใครมีชีวิต
ฉากท้ายเรื่องที่รถค่อยๆ ไหลเข้าสู่เครื่องล้างรถอัตโนมัติคือภาพจำลองขององค์กรที่ถูกระบบพาไปโดยไม่มีใครคุมทิศทางได้จริงทุกอย่างยังเคลื่อนไหวแต่ข้างในกำลังล้า เงียบ และรอวันแตกหัก
Business Insight: การทำธุรกิจอาจไม่ได้เริ่มที่กลยุทธ์การตลาดแต่อาจเริ่มที่โต๊ะทำงานของพนักงานทุกคนเพราะถ้าคุณอยากให้ลูกค้าประทับใจแบรนด์คุณต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่าชีวิตการทำงานของเขา “มีคุณค่า” ก่อน
บางครั้ง การกล้าส่องกระจกดูรอยร้าวของตัวเอง อาจช่วยธุรกิจได้มากกว่าการรีแบรนด์ทั้งระบบ และช่วยให้องค์กรหยุดเป็นโรงงานผลิตซอมบี้…ก่อนจะสายเกินไป
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี