เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จเร็ว อย่าเพิ่งท้อ ดู 7 วิธีรับมือของชาว Late Bloomer คนที่เติบโตช้า รอเวลาที่ใช่ เพื่อเบ่งบาน      

Text: VaViz


อายุน้อย...แต่ทำเงินได้ร้อยล้าน

แบรนด์เพิ่งเปิดตัว...แต่เป็นไวรัลสุดๆ

แค่ลองชิมลาง...แต่ธุรกิจไปไกลถึงระดับโลก

     นี่คือตัวอย่างในโลกของธุรกิจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของ “ความสำเร็จชั่วข้ามคืน” จนเจ้าของธุรกิจ SME หลายคนอาจเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แล้วรู้สึกว่าตัวเอง “มาช้าเกินไป” หรือ “ยังไม่ไปถึงไหน” ทั้งที่ลงแรงไปก็ไม่น้อย

    แต่ความจริงแล้ว การเติบโตช้าไม่ได้แปลว่าคุณกำลังล้มเหลว แต่คุณอาจเป็นคนในกลุ่มที่เรียกว่า “Late Bloomer” หรือคนที่ไม่ได้โดดเด่นตั้งแต่ต้น แต่ค่อยๆ เติบโตจนแข็งแรง และประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว พูดง่ายๆ ว่า เติบโตช้า แต่มั่นคงนั่นเอง

ช้า จะไม่เบ่งบาน

     เดิมที คำว่า Late Bloomer เอาไว้ใช้อธิบายถึงเด็กผู้หญิงที่โตเป็นสาวช้ากว่าคนอื่น อาจจะเป็นในเรื่องของสรีระหรือการแต่งหน้าแต่งตัว แต่เมื่อถึงวัยที่โตเต็มที่และเรียนรู้ที่จะแต่งตัวกลับสวยโดดเด่นจนสะดุดตาใครหลายๆ คน โดยต่อมาคำนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการอธิบายถึงคนที่เติบโตช้า แต่เติบโตอย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จในที่สุด

“คนที่ใช้เวลาในการประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นนั้น

มีข้อดีหรือจุดแข็งอยู่ 5 อย่างด้วยกัน ได้แก่

ความเห็นอกเห็นใจ ความยืดหยุ่น ความเข้าใจ

สติปัญญา และความอดทน

จุดแข็งเหล่านี้จะนำไปพบกับผู้คนหรือสถานที่ที่เหมาะสมกับตัวเองในที่สุด”

Rich Karlgaard 

ผู้เขียนหนังสือ Late Bloomers:

The Power of Patience in a World Obsessed with Early Achievement

7 วิธีรับมือความช้า แต่(เติบโต)ชัวร์

     ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนประเภท Late Bloomer แล้วล่ะก็…นี่คือ 7 วิธีที่จะช่วยให้ความช้าไม่กลายเป็นข้อจำกัดและเปลี่ยนทุกก้าวที่เดินให้กลายเป็นการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนแบบไม่ต้องวัดความเร็วกับใคร

     1. คิดให้ช้า...คิดให้ไกล Late Bloomer มักทำธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวือหวา ไม่มีตัวเลขยอดขายพุ่งแรงตั้งแต่เดือนแรก หรือไม่ได้เป็นกระแสไวรัลในโซเชียล แต่สิ่งที่คนประเภทนี้มี คือ “การเรียนรู้สะสม” และ “ความเข้าใจที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ” ต่อทั้งสินค้า ลูกค้า และตลาด รวมถึงทุกความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น จะกลายเป็นต้นทุนทางประสบการณ์ที่ทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้นแบบที่มองไม่เห็นในระยะสั้น

   TIP: โฟกัส Long-term มากกว่าไวรัล

        - ควรเน้นลูกค้าประจำ (Loyal Customers), คุณภาพสินค้า / บริการ, การเติบโตแบบยั่งยืน

        - แทนที่จะไล่ตามเทรนด์สั้นๆ และยอดขายพุ่งเร็วแต่ไม่ยั่งยืน

 

     2. ไม่มองความช้าเป็นจุดบอด หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ SME ที่คนเป็น Late Bloomer มี คือ “รากฐานที่มั่นคง” เพราะแทนที่จะโตเร็วแต่เปราะบาง เจ้าของธุรกิจกลับค่อยๆ สร้างระบบที่รองรับการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า การจัดการต้นทุน หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งจะช่วยทำให้ธุรกิจมีลูกค้าประจำที่เชื่อใจ และพร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งมีคุณค่ามากกว่ายอดขายระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน

    TIP: เปลี่ยนมุมมอง “ช้า = เสียเปรียบ เป็น ช้า = สร้างรากฐานให้แข็งแรง”        

        - Late Bloomer มักจะเข้าใจลูกค้าได้ลึกกว่า สร้างระบบภายในแน่นกว่า และไม่พังง่ายเวลาเจอวิกฤต   

        - ดังนั้น ควรมองตัวเองว่า “กำลังสะสมพลัง” ไม่ใช่ “ตามหลัง”

 

     3. รู้จัก “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”  อีกสิ่งหนึ่งที่ Late Bloomer ได้เปรียบคือ “มุมมองจากคนที่มาทีหลัง” เพราะการไม่ได้รีบเข้าสู่ตลาดตั้งแต่แรก ทำให้มีโอกาสเห็นว่าคู่แข่งลองอะไรไปแล้ว อะไรเวิร์ก และอะไรพัง โดยคุณไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สามารถเลือกเดินในเส้นทางที่มีข้อมูลรองรับมากขึ้น ลดความเสี่ยง และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

   TIP: ใช้ความช้าเป็นข้อได้เปรียบ “เห็นคนอื่นพลาดก่อน”       

        - คนที่มาช้า มีโอกาสเรียนรู้จากคู่แข่ง, เลี่ยงความผิดพลาดเดิมๆ, เลือกทำสิ่งที่ “เวิร์กจริง”

 

     4. หยิบความช้าสร้าง Storytelling ในด้านการสร้างแบรนด์ คนทำธุรกิจแบบ Late Bloomer จะมี “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังมาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน เพราะผู้คนเชื่อมโยงกับความพยายามได้ง่ายกว่าความสำเร็จที่ดูสมบูรณ์แบบ เรื่องราวของการเริ่มจากศูนย์ การลองผิดลองถูกหลายครั้ง หรือการค่อยๆ พัฒนาจนเจอสิ่งที่ใช่ สามารถสร้างความรู้สึกจริงใจและน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้มากกว่าภาพลักษณ์ที่ดูสำเร็จหรือเพอร์เฟกตั้งแต่ต้น

   TIP: ใช้เป็น Brand Story       

        - เล่าเรื่องธุรกิจแบบ Late Bloomer ให้กลายเป็นจุดขาย เช่น เริ่มจากศูนย์ ไม่มีทุน, ลองผิดลองถูกหลายปี, กว่าจะเจอจุดที่ใช่       

        - ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์นั้น “Real” “จริง” และ “จับต้องได้”

 

     5. ช้าแบบมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การเป็น Late Bloomer ไม่ได้หมายความว่า ควรจะ “ช้าแบบไร้ทิศทาง” แต่คือการ “ช้าอย่างมีเป้าหมาย” ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้เวลาที่มีในการวิเคราะห์ ปรับปรุง และวางรากฐานให้แน่นขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ธุรกิจไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการพัฒนา นั่นเพราะความช้าที่มีคุณค่าคือความช้าที่มาพร้อมกับการเรียนรู้และการตัดสินใจที่ดีขึ้นในทุกๆ ครั้ง

   TIP: ช้าให้คุ้ม ไม่ใช่ช้าให้หลง       

        - ทุกก้าวต้องมีเป้าหมาย, ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ, ใช้ความช้าให้เกิดมูลค่า

 

     6. ปรับ Mindset มองความช้าในมุมใหม่ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ Mindset หากมองว่าตัวเอง “ตามหลัง” เจ้าของธุรกิจจะรู้สึกกดดันและพยายามเร่งทุกอย่างจนผิดพลาด แต่ถ้ามองว่าตัวเอง “กำลังสร้างบางอย่างที่ยั่งยืน” จะทำให้หันไปมองเรื่องของความสำคัญและคุณภาพมากขึ้น รวมถึงไม่หลงไปกับการแข่งขันระยะสั้นที่อาจจะไม่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง

   TIP: สร้าง Mindset ให้ทีม

        - บอกทีมให้เข้าใจว่า เราไม่ได้ “ช้า” แต่ “มั่นคง”, เป้าหมายคืออยู่รอด + โตยาว, ไม่ต้องรีบแข่งแบบเผาเงิน

 

     7. ไม่ยกคนอื่นข่มตัวเอง ในความเป็นจริง ธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่เริ่มเร็วที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ “ปรับตัวเก่งที่สุด” และ “เข้าใจตัวเองมากที่สุด” ดังนั้น การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปที่อาจดูไม่ตื่นเต้นในสายตาใคร สามารถเป็นเส้นทางที่สร้างความมั่นคงและควบคุมได้มากกว่าให้กับชาว Late Bloomer

   TIP: โตช้า แต่ต้องโตให้เป็น         

        - อย่าหลงกับความเร็วของคนอื่น, อย่าโตเกินระบบที่มี, เลือกจังหวะให้เป็น, เร่งให้ถูกเวลา, โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ และสร้างเกมในแบบของตัวเอง

 

     สุดท้ายแล้ว การเป็น Late Bloomer ในโลก SME ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นอีกหนึ่งเส้นทางของความสำเร็จ ที่คุณอาจจะไม่ได้เป็นคนที่วิ่งนำตั้งแต่ต้นเกม แต่คุณกำลังเป็นคนที่เรียนรู้วิธีวิ่งให้ไกลและวิ่งให้ได้นานกว่าใคร เพราะในธุรกิจจริง เกมนี้ไม่ได้วัดกันที่ “ใครเริ่มก่อน” แต่วัดกันที่ “ใครไปถึงเส้นชัยโดยไม่ล้มเลิกกลางทาง” นั่นเอง  

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MANAGEMENT

Empathy Is Strategy ใช้กลยุทธ์ความเห็นใจ เปลี่ยนวิกฤติเป็นศรัทธา เทคนิคการบริหารคนของ Brian Chesky CEO  Airbnb

เมื่อ Brian Chesky ซีอีโอของ Airbnb ต้องเผชิญวิกฤตหนักจากโควิด รายได้หายไปแทบข้ามคืน และต้องลดพนักงาน 25% แต่เพราะ “วิธีที่เขาปลด” ได้เป็นบทเรียนที่ ผู้นำองค์กรสามารถหยิบมาคิดในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เช็กด่วน! คุณคือเจ้านายที่กำลัง Gaslighting   ทำให้พนักงานสงสัยและไม่มั่นใจในตัวเอง จนองค์กรพังอยู่หรือเปล่า?

คำพูดบางประโยคที่มองว่า “ก็พูดปกติ” อาจกำลังทำให้พนักงานสงสัยในความสามารถของตัวเอง ไม่กล้าแย้ง และทำงานแบบเอาตัวรอดแทนที่จะทุ่มเท ดังนั้น ถึงเวลาเช็กตัวเองแล้วว่า คุณกำลังพัฒนาคน..หรือกำลังทำลายความมั่นใจของพวกเขา

“รู้งี้…” คำสั้นๆ ที่ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส เปิดสูตรลับการตัดสินใจ ของ Jeff Bezos ที่ใช้สร้าง Amazon

บางครั้งสิ่งที่แพงที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่เงินลงทุนที่พลาด แต่คือโอกาสที่เรา “ไม่ได้ลอง” รู้จัก Regret Minimization วิธีคิดแบบ Jeff Bezos ที่ช่วยให้เลือกทางที่ไม่ต้องเสียใจทีหลัง