ธุรกิจหลังโควิดต้องคิดเรื่องนี้ จัดองค์กรแบบไหนดีสุด ระยะไกล ไฮบริด หรือนั่งโต๊ะ

TEXT : กองบรรณาธิการ





       การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายองค์กรได้ทดลองการทำงานระยะไกลแล้วประชุมออนไลน์กันสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ใช่ว่าจะเป็นวิธีที่เวิร์คสำหรับทุกองค์กร ผู้ประกอบการบางคนรู้สึกว่าหากสถานการณ์กลับไปเป็นปกติ การกลับไปทำงานในสำนักงานแบบ 100 เปอร์เซ็นต์น่าจะดีกว่า บางคนก็รู้สึกว่าชอบการทำงานแบบระยะไกล สำหรับบางที่อาจจะเหมาะกับโซลูชันแบบไฮบริดที่เข้าออฟฟิศบ้างและทำงานข้างนอกบ้างก็ได้
               

        เดิมทีมักมีความเชื่อที่ว่าการทำงานแบบเจอหน้ากันจริงๆ เป็นกุญแจสำคัญในการผลิต พนักงานต้องมีกรอบ กฎระเบียบจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ตามความเห็นของ Adam Henderson ผู้ก่อตั้ง Millennial Mindset ได้ตั้งคำถามไว้ในบทความที่เขียนไว้ใน LinkedIn ว่า “ถ้าคุณไม่สามารถไว้วางใจให้พนักงานทำงานอย่างยืดหยุ่นได้ แล้วทำไมถึงจ้างพวกเขาตั้งแต่แรก” นั่นแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้ธุรกิจคนที่มีความสามารถไว้ได้ จากการที่ให้ทางเลือกแก่พนักงานว่าวิธีการทำงานแบบไหนที่เหมาะกับพวกเขามากกว่า



               

     แล้วผู้ประกอบการจะรู้ได้อย่างไร ว่าการทำงานแบบไหนจะเหมาะสำหรับธุรกิจของตัวเอง ต้องลองพิจารณาจาก 4 ข้อนี้

 
  1. ประเมินหน้าที่การงานว่าจำเป็นต้องทำงานในออฟฟิศหรือไม่
 

         ด้วยการประเมินจากการทำงานระดับล่างขึ้นข้างบนเพื่อดูว่าบทบาทใดที่ต้องทำงานในออฟฟิศ เทียบกับการทำงานจากระยะไกลเต็มรูปแบบ และการทำงานแบบผสมผสานทั้ง 2 แบบ บางครั้งอาจสามารถระบุจุดที่พอดีระหว่างการดูแลพนักงานกับการดูแลลูกค้าได้ แล้วจะพบว่าบางทีงานที่เคยคิดว่าต้องทำที่ออฟฟิศเท่านั้น หากใช้วิธีแบบไฮบริดน่ะดีสำหรับทั้งเจ้าของบริษัทและพนักงานมากกว่าเสียอีก



 
 
  1. รับฟังเสียงของพนักงานว่าเขา “ต้องการ” อะไร และ “จำเป็น” ต้องทำอะไร
 

        นายจ้างอาจมีความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ารู้ว่าพนักงานของตัวเองต้องการอะไรโดยที่ไม่เคยถามพวกเขาหรือเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา


       หากพนักงานต้องการโซลูชันแบบไฮบริดที่มีความยืดหยุ่น หรือบางครั้งอาจจะเป็นการทำงานระยะไกลอย่างเต็มที่ ในฐานะเจ้าของไม่ควรปฏิเสธเรื่องนี้ในทันที เพราะหากต้องการดึงดูดผู้ที่มีความสามารถไว้กับองค์กร ในอนาคตองค์กรก็ต้องตอบสนองสิ่งที่ Gen Y และ Gen Z ต้องการให้ได้ การอนุญาตให้พวกเขาทำงานแบบยืดหยุ่นจะแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในตัวพนักงาน และทำให้คนรุ่นนี้ภักดีกับองค์กรได้



 
  1. กำหนดการประเมินประสิทธิภาพการทำงานซะใหม่
 

        ลองใช้วิธีประเมินประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานไม่ได้หมายความว่านั่นเป็นการทำงานที่ดีกว่าหรือได้ผลผลิตที่สูงกว่าเสมอไป ผู้ประกอบการต้องยอมรับเรื่องนี้ และการทำงานโดยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ อาจทำให้สนามการแข่งขันระหว่างพนักงานชัดเจนขึ้น เพราะตัดสินกันที่ผลงานได้อย่างเท่าเทียม




 
  1. สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใส


       หากคิดจะเริ่มการทำงานระยะไกลหรือไฮบริดก็ตาม ต้องสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกันระหว่างพนักงานและองค์กร นั่นหมายถึงต้องสื่อสารกันอย่างชัดเจน ว่าการที่เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกได้และมีอิสระในการทำงานก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ


       ผู้ประกอบการต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่าการทำงานที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร ผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร แบบไหนที่จะทำให้พวกเขาได้เลื่อนตำแหน่งและมีความก้าวหน้า หลังจากนั้นก็วางระบบเพื่อสนับสนุนการทำงานของพนักงานให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด
 
               
       ถ้าทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็น่าจะพอตัดสินใจว่าองค์กรจะทำงานกันในรูปแบบไหนต่อไป
 

       ที่มา : Business Insider
 
 




www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี



 

RECCOMMEND: MANAGEMENT

เจาะเทคนิคการเซฟต้นทุน กลยุทธ์พิชิตเกมธุรกิจฉบับ More Meat หนึ่งในผู้บุกเบิกตลาด Plant based food ไทย

เพราะความตั้งใจดีที่อยากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค "More Meat" หนึ่งในผู้พัฒนาโปรตีนทดแทนจากพืช (Plant based) จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยในการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางการคัดสรรวัตถุดิบ

มีผลวิจัยหนึ่งบอกว่า ได้งานดีขึ้น 10-15% เมื่อไม่มีหัวหน้าคุม องค์กรควรเลือกทำงาน ตามกฎ VS ยืดหยุ่น

การทำงานมีอยู่ 2 แบบ คือ ทำงานตามกฎเกณฑ์ และทำงานแบบยืดหยุ่น จริงๆ แล้วทั้งสองแบบให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่า หรือควรใช้ทั้งสองแบบควบคู่กันไป ลองมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

สื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ทักษะจำเป็นต่อความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ผู้นำองค์กรควรเรียนรู้

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแส "ชัชชาติฟีเวอร์" ของ "คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์" กำลังมาแรงต่อเนื่อง หากติดตามมาตลอดจะสังเกตเห็นการตอบคำถามแบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น การสื่อสารลักษณะนี้เรียกกันว่า "constructive communication" หรือสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งผู้นำองค์กรควรฝึกไว้