สำรวจปัจจัยแวดล้อมขวางทาง SMEs เติบโต

 

 

 
ปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ (business environment) นับได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความสำเร็จขององค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การปรับตัวของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงถือเป็นความท้าทายสำหรับทุกองค์กรรวมทั้งกลุ่ม SMEs  เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และช่วยในการกำหนดนโยบายตลอดจนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสมต่อไป
 
นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน คือปัจจัยแวดล้อมหลักภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs ผ่านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการผลิตที่มีการใช้แรงงานในสัดส่วนที่สูง (labor-intensive industry)

เช่น ธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ฟอกย้อม พิมพ์ลายผ้า อัญมณี เครื่องหนัง หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มธุรกิจบริการที่จำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น โรงแรม ร้านอาหาร รับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจรับจ้างขนส่งทางบก เป็นต้น

ซึ่งพบว่าผลกระทบดังกล่าวจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็กซึ่งปรับตัวได้ยากกว่า ยกเว้นในภาคบริการที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการขนาดกลางได้รับผลกระทบสูงกว่า ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะสัดส่วนการจ้างงานที่ค่อนข้างสูงเพื่อเน้นคุณภาพของการบริการมากกว่า
 
นอกจากนี้ ปัจจุบันแรงงานไทยยังเลือกที่จะออกไปทำอาชีพอิสระกันมากขึ้น ทั้งจากแรงจูงใจในเรื่องความเป็นอิสระในการทำงานและรายได้ที่สูงกว่าการทำงานในระบบ รวมทั้งยังมีทัศนคติที่เลือกงานมากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (turnover rate) อยู่ในระดับสูง

เนื่องจากแรงงานที่มีฝีมือและมีทักษะความชำนาญสูงมักจะย้ายไปสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตที่มีขนาดใหญ่กว่า ด้วยเหตุผลในเรื่องของผลตอบแทนและโอกาสที่ดีกว่าในแง่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีต้นทุนและค่าเสียโอกาสที่เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของการทำงานและประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงในช่วงการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานใหม่ เพื่อให้สามารถทำงานได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่บริษัทกำหนด

ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการสำรวจผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ขนาดกลางในภาคเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานค่อนข้างรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลกระทบจากทัศนคติในการเลือกเข้าไปทำงานในภาคธุรกิจอื่นที่ทำงานสบายกว่าและใช้แรงงานน้อยกว่า 
 
ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศที่มีผลกระทบต่อ SMEs ไทย คือ การเปิดเสรีทางการค้าและการรวมกลุ่มกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อ SMEs อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดอาเซียนที่เปิดกว้างขึ้นแล้ว AEC ยังหมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นด้วย เนื่องจากอาจทำให้มีบริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันและแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดกับสินค้าในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่ม SMEs มากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการในประเทศต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า 
 
ในขณะเดียวกัน ความเข้มข้นของมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (non-tariff barriers) โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยนั้น นับวันจะยิ่งมีบทบาทและทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการตรวจสอบสินค้าย้อนหลัง (ทุกชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์จะต้องถูกตรวจสอบย้อนหลังไปถึงแหล่งผลิตและแหล่งวัตถุดิบได้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าเกษตร

ขณะที่คาดว่าธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากกระบวนการผลิตที่อาจยังไม่ได้มาตรฐานมากเท่าที่ควร และไม่สามารถตรวจสอบต้นทางของวัตถุดิบได้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะถูกตัดออกจาก supply chain ของบริษัทขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง จีนและเกาหลีใต้ รวมถึงอีกหลายประเทศในเอเชีย ต่างก็ออกมาตรการด้านต่างๆ เพื่อรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นจากประเทศคู่ค้าในตลาดโลก
 
ในขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากในและต่างประเทศ SMEs กลับยังมีข้อจำกัดในด้านเทคโนโลยีการผลิตและความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมที่ด้อยกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่อีกด้วย เนื่องจาก SMEs โดยทั่วไปมักใช้เทคนิคการผลิตที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน กอปรกับผู้ประกอบการหรือพนักงานส่วนใหญ่ยังอาจขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาที่ทันสมัย จึงทำให้มีผลิตภาพแรงงานในภาคการผลิตที่ต่ำกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งยังขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจสำหรับ SMEs จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมๆ ไปกับการชูจุดเด่นในเรื่องความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากฝีมือและความชำนาญเฉพาะด้านจากการผลิตสินค้าในปริมาณที่ไม่มาก (craftsmanship) ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะเด่นของ SMEs ไทย
 
ทั้งนี้ ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในหลากหลายมิติที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SMEs ควรจะปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการวิเคราห์และประเมินสถานภาพปัจจุบันและขีดความสามารถของกิจการตนเองว่ามีศักยภาพมากน้อยเพียงใด และต้องปรับตัวอย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถเผชิญและตอบสนองกับความท้าทายดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมและทันเหตุการณ์ รวมทั้งต้องแสวงหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมเหล่านั้น ทั้งจาก global trend ต่างๆ โอกาสทางการค้าการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดจากการค้าชายแดน และการเปลี่ยนแปลงภายใต้ AEC หรือการลงทุนในประเทศอาเซียน
 
ข้อมูล โดย SCB EIC
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง