สนค.ติดตามสถานการณ์อาหารโลก พบอาหารออร์แกนิกและธรรมชาติ ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง จากความกังวลด้านสุขภาพ และพบหลายประเทศกำลังกำหนดนโยบาย กฎระเบียบ กฎกติกาในเรื่องนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว เผยสินค้าไทยมีโอกาส โดยเฉพาะข้าว ผัก ผลไม้
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดอาหารโลก พบว่า ตลาดสินค้าอาหารหลักที่มาจากออร์แกนิกและธรรมชาติ ยังขยายตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPFs) จากความกังวลด้านสุขภาพ และกำลังมุ่งไปสู่มิติด้านการกำหนดนโยบาย กฎระเบียบ และกติกาการค้าอย่างชัดเจน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอาหารโลกในระยะต่อไป
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสินค้าอาหารไทย โดยสินค้าอาหารหลักที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าว และผักผลไม้แปรรูปพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่น แต่มีความท้าทาย คือ การเคลื่อนไหวด้านนโยบายและกฎระเบียบในประเทศพัฒนาแล้ว ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานิยามและแนวทางกำกับอาหารแปรรูปขั้นสูง อาจนำไปสู่การออกมาตรการด้านฉลากหรือข้อกำหนดทางการค้าในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใสของส่วนผสม และการสื่อสารภาพลักษณ์อาหารธรรมชาติ
สำหรับกลุ่มอาหารที่ได้รับประโยชน์ อาทิ ข้าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตพื้นฐานที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ รวมถึงผักและผลไม้แปรรูปแบบพื้นฐาน เช่น แช่แข็งหรือบรรจุกระป๋องที่มีส่วนผสมไม่ซับซ้อน ซึ่งผู้บริโภคยังคงมองว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ในทางตรงกันข้ามซีเรียลอาหารเช้า และเนื้อเทียม (plant-based meat) อาจเผชิญกับแรงกดดันอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้บริโภครับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยการแปรรูปสูง และมีส่วนผสมที่ซับซ้อน ขัดกับหลักอาหารจากธรรมชาติ ขณะที่สินค้าในบางหมวด เช่น ขนมปัง และพาสต้าหรือบะหมี่ มีผลกระทบแบบผสม โดยสินค้าแบบดั้งเดิมหรือสูตรเรียบง่ายยังได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือปรุงแต่งสูง
“ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออาหารแปรรูปขั้นสูง จากทั้งผู้บริโภคและแนวโน้มการดูแลใส่ใจด้านสุขภาพ ตลาดอาหารหลักกลับแสดงสัญญาณการเติบโตที่สวนทางอย่างชัดเจนในกลุ่มสินค้าออร์แกนิกและสินค้าจากธรรมชาติ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 มูลค่าตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 79 ขณะที่สินค้าธรรมชาติจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 103 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ในตลาดอาหารโลก ซึ่งผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “ฉลากสะอาด (Clean Label)” มากขึ้น เสมือนใบยืนยันสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร โดยการสื่อสารถึงความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่ายของส่วนผสม และการหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีน้ำหนักมากกว่าการอธิบายกระบวนการผลิตเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและยากต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่และรายย่อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ ในช่วงที่การเติบโตเชิงปริมาณของตลาดอาหารโดยรวมเริ่มชะลอตัว”นายนันทพงษ์กล่าว
นันทพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลการสำรวจผู้บริโภคระดับโลกในปี 2568 โดย Euromonitor Voice of the Consumer ระบุว่า ร้อยละ 27 ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังพยายามจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูป และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ที่ตั้งใจปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น พบว่า มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49 สะท้อนว่าการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปไม่ได้เป็นเพียงกระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักในการเลือกบริโภคอาหารของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งความตื่นตัวของผู้บริโภคมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยประเทศในแถบลาตินอเมริกามีระดับการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง เนื่องจากมีการนำแนวคิดการจำแนกอาหารตามระดับการแปรรูปมาใช้ในนโยบายโภชนาการของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก แม้สัดส่วนผู้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปจะต่ำกว่าเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงจำนวนประชากรกลับหมายถึงผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน ซึ่งส่งผลต่อขนาดตลาดอาหารโลกอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ รายงานของ Euromonitor ระบุว่า ประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลก บริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงคิดเป็น ร้อยละ 21 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน โดยสัดส่วนดังกล่าวกลับสูงกว่ามากในประเทศและภูมิภาคที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูง อาทิ อเมริกาเหนือมีสัดส่วนการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงถึงร้อยละ 54 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน รองลงมา คือ ออสเตรเลีย ร้อยละ 42 และ ยุโรปตะวันตก ร้อยละ 35 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ได้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับรายได้หรือการเข้าถึงอาหารเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิตเมือง ความเร่งรีบในการทำงาน และความพร้อมของอาหารสะดวกซื้อในตลาดสมัยใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของประเทศพัฒนาแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพจำของอาหารแปรรูปขั้นสูงมักเชื่อมโยงกับขนมขบเคี้ยวหรืออาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ในเชิงโภชนาการกลับพบว่า กลุ่มอาหารหลัก เช่น ขนมปัง พาสต้า ซีเรียล บะหมี่ และเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นแหล่งพลังงานของอาหารแปรรูปขั้นสูงที่มากที่สุดในโลกคิดเป็นร้อยละ 39 ของพลังงานจากอาหารแปรรูปขั้นสูงทั้งหมด สูงกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยวซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 36 ทั้งนี้ กลุ่มอาหารหลักดังกล่าว เป็นอาหารที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย ทำให้แรงกดดันจากกระแสหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปส่งผลต่อกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี