ปัญหาโลกแตกของฝ่ายจัดซื้อและผู้ดูแลคลังสินค้าคือการสั่งผลิตฟิล์มยืด (Stretch Film) กับร้านรับผลิตฟิล์มยืด แล้วได้สินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ บางครั้งฟิล์มบางเกินไปจนขาดง่ายระหว่างพัน บางครั้งหนาเกินความจำเป็นจนต้นทุนบานปลาย หรือแย่ที่สุดคือสินค้าล้มเสียหายระหว่างขนส่งเพราะแรงยึดเกาะ (Holding Force) ไม่เพียงพอ
การสั่งฟิล์มยืดไม่ใช่แค่การบอกว่า “ขอฟิล์มใส หนา 15 ไมครอน” แต่คือการเข้าใจวิศวกรรมของพลาสติกและการใช้งานจริง เพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้กับผู้ผลิต การบรีฟที่ละเอียดและเป็นมืออาชีพจะช่วยให้ร้านรับผลิตฟิล์มยืดสามารถปรับสูตรเม็ดพลาสติก (เช่น สัดส่วน LLDPE หรือ Metallocene) ให้ตรงกับหน้างานได้แม่นยำที่สุด บทความนี้จะมาบอกเช็กลิสต์ 5 ข้อ ที่ต้องระบุให้ชัดเจนก่อนสั่งผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้สเปกที่ถูกต้อง
1. ระบุประเภทการใช้งานให้ชัด: Hand Roll หรือ Machine Roll?
จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ “ใคร” หรือ “อะไร” เป็นคนพันฟิล์ม
- Hand Roll (ใช้คนพัน) : ต้องการน้ำหนักม้วนที่ไม่หนักเกินไป (โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 3-4 กก. รวมแกน) เพื่อไม่ให้พนักงานเมื่อยล้า สเปกฟิล์มไม่จำเป็นต้องยืดตัวได้สูงมาก (Standard Elongation) แต่ต้องมีความเหนียวและทนทานต่อแรงดึงมือ
- Machine Roll (ใช้เครื่องพัน) : ต้องระบุประเภทเครื่องพันพาเลทว่าเป็นแบบไหน (Turntable, Rotary Arm หรือ Orbital) เพราะเครื่องจักรมีแรงดึง (Pre-stretch) สูงกว่าคนมาก หากใช้ฟิล์มเกรดธรรมดากับเครื่อง High-speed ฟิล์มจะขาดทันที ทำให้ไลน์ผลิตสะดุด
2. อธิบายลักษณะสินค้าและพาเลท
โรงงานรับผลิตฟิล์มยืดไม่เห็นหน้างานจริง ข้อมูลส่วนนี้จึงสำคัญมากในการเลือกสูตรเม็ดพลาสติก
- น้ำหนักสินค้า (Load Weight): สินค้าหนักมาก (เช่น อิฐ, น้ำดื่ม, เหล็ก) ต้องการฟิล์มที่มี Holding Force สูง เพื่อไม่ให้สินค้าเหวี่ยงหลุดจากพาเลท
- รูปทรงของสินค้า (Load Shape):
- A-Load: สินค้าเรียบเสมอกันทั้งพาเลท (พันง่าย ใช้สเปกมาตรฐานได้)
- B-Load: สินค้าไม่สม่ำเสมอ มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
- C-Load: สินค้ามีมุมแหลมคม หรือรูปทรงแปลกประหลาด กรณีนี้ต้องเน้นค่า Puncture Resistance (การทนต่อแรงเจาะทะลุ) เป็นพิเศษ โดยผู้ผลิตอาจต้องเพิ่มสารเพิ่มความเหนียวหรือใช้เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ
3. เจาะจงเรื่อง "ความยืด"
ความหนาไม่ใช่ตัวชี้วัดความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ % การยืดตัว คือหัวใจของการลดต้นทุน หากโรงงานของคุณมีเครื่องพันพาเลทที่มีระบบ Pre-stretch (ยืดฟิล์มก่อนพัน) ต้องระบุ % ที่ต้องการให้ชัดเจน เช่น ต้องการฟิล์มที่ยืดได้ 250% หรือ 300%
ทำไมต้องใส่ใจ: ฟิล์ม Power Stretch ที่ราคาสูงกว่า อาจช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าฟิล์มเกรดธรรมดา เพราะฟิล์ม 1 เมตร สามารถยืดได้เป็น 3-4 เมตร ทำให้ใช้น้ำหนักพลาสติกต่อพาเลทน้อยลงอย่างมหาศาล
4. คุณสมบัติการเกาะติด
ฟิล์มยืดที่ดีต้องเกาะตัวเอง แต่ไม่ควรเกาะสินค้าจนแกะยาก หรือเกาะฝุ่นจนสกปรก การบรีฟร้านรับผลิตฟิล์มยืดเรื่องผิวสัมผัสจึงจำเป็น:
- One-sided Cling (เหนียวหน้าเดียว): ด้านในเหนียวเพื่อเกาะสินค้า ด้านนอกลื่น เพื่อป้องกันไม่ให้พาเลทที่วางชิดกันเกิดการเสียดสีหรือดึงรั้งกันเองระหว่างขนส่ง เหมาะสำหรับการขนส่งที่วางพาเลทเบียดเสียด
- Two-sided Cling (เหนียวสองหน้า): เป็นสเปกมาตรฐานทั่วไป เหมาะกับการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน
5. สเปกมิติและบรรจุภัณฑ์
สุดท้ายคือตัวเลขทางกายภาพที่ต้องระบุให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันการโกงสเปกและความเข้าใจผิด:
- ความหนา (Thickness): หน่วยเป็นไมครอน (Micron) เช่น 15, 17, 20, หรือ 25 ไมครอน (ยิ่งหนา ยิ่งทน แต่ต้นทุนยิ่งสูง)
- ความกว้าง (Width): มาตรฐานคือ 500 มม. แต่งานเฉพาะทางอาจต้องการ 250 มม. หรือ 750 มม.
- ความยาว (Length): ระบุเป็นเมตรให้ชัดเจน อย่าซื้อโดยดูแค่น้ำหนักรวม เพราะผู้ผลิตบางรายอาจเพิ่มน้ำหนักแกนกระดาษ (Core Weight) เพื่อให้ม้วนดูหนักแต่เนื้อฟิล์มน้อย
- แกนกระดาษ: เส้นผ่านศูนย์กลาง (2 นิ้ว หรือ 3 นิ้ว) เพื่อให้เข้ากับเครื่องมือถือหรือเครื่องจักรที่มีอยู่
อย่ามองแค่ "ราคาต่อม้วน"
การบรีฟโรงงานรับผลิตฟิล์มยืดที่ดี จะเปลี่ยนจากการซื้อของโหล ๆ มาเป็นการสั่งตัด (Tailor-made) โซลูชันบรรจุภัณฑ์ เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การหาฟิล์มที่ราคาต่อม้วนถูกที่สุด แต่คือการหาฟิล์มที่ทำให้ Cost per Pallet (ต้นทุนต่อพาเลท) ต่ำที่สุด โดยที่สินค้ายังปลอดภัย 100%
เมื่อระบุข้อมูลทั้ง 5 ข้อนี้ครบถ้วน ร้านรับผลิตฟิล์มยืดที่มีคุณภาพจะสามารถคำนวณสูตรและนำเสนอตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดให้ได้ทันที ตัดปัญหาการลองผิดลองถูก และช่วยให้กระบวนการแพ็คสินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี