เคยลองกางกรมธรรม์ที่เก็บไว้ในตู้มาเช็กดูบ้างไหมว่า ความคุ้มครองที่มีอยู่นั้นมันครอบคลุมจริงหรือ ? หลายครั้งที่การตัดสินใจซื้อ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ มักเกิดขึ้นจากความเกรงใจหรือแรงเชียร์จากคนรอบข้าง จนลืมกลับมาสำรวจว่าสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างประกันสังคม หรือประกันกลุ่มของออฟฟิศนั้นมีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง การจ่ายเบี้ยประกันทับซ้อนในส่วนที่เบิกไม่ได้เพิ่ม ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้น แต่กลับเป็นภาระทางการเงินที่ดึงงบประมาณส่วนอื่นไปอย่างน่าเสียดาย
แยกให้ออกระหว่าง “เงินมรดก” กับ “ค่ารักษา”
หัวใจสำคัญก่อนจะเริ่มเซ็นสัญญาซื้อ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ คือการทำความเข้าใจว่า ประกันชีวิตและประกันสุขภาพทำงานต่างกันอย่างไร โดยพื้นฐานแล้วประกันชีวิตเปรียบเสมือนหลักประกันความมั่นคงที่จะส่งต่อเงินก้อนให้คนที่อยู่ข้างหลัง หรือเป็นเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ ในขณะที่ประกันสุขภาพคือ “สัญญาเพิ่มเติม” ที่ซื้อพ่วงเข้าไปเพื่อทำหน้าที่จ่ายค่าหมอ ค่าห้อง และค่ายา การตั้งโจทย์ที่ชัดเจนจะช่วยให้เลือกแผนได้ตรงจุด เช่น หากกังวลเรื่องภาระหนี้สินบ้าน การเน้นประกันชีวิตทุนสูงอาจเป็นเรื่องหลัก แต่ถ้ากังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี การขยับไปเน้นแผนสุขภาพแบบเหมาจ่ายย่อมให้ความอุ่นใจได้มากกว่า
สำรวจสวัสดิการเดิมก่อนเติมเต็มส่วนที่ขาด
ก่อนตัดสินใจว่าจะซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพเพิ่มเติมในระดับไหน ควรเริ่มจากการตรวจสอบสวัสดิการพื้นฐานที่มีอยู่ก่อน ตัวอย่างเช่น หากบริษัทที่ทำงานอยู่มีประกันกลุ่มที่ครอบคลุมค่าห้องระดับ 3,000 บาท แต่อยากพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีค่าห้องเฉลี่ยวันละ 8,000 บาท การซื้อแผนสุขภาพเพิ่มเติมเพียงเพื่อมา “Top-up” ส่วนต่างค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน จะช่วยประหยัดเบี้ยประกันได้มากกว่าการเริ่มซื้อใหม่ทั้งหมดตั้งแต่บาทแรก
ปิดช่องโหว่ด้วยแผนประกันที่ยืดหยุ่น
การเลือกแผนประกันในวันนี้ควรพิจารณาถึงความคุ้มครองที่ครอบคลุมไปถึงเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ เช่น การผ่าตัดแบบแผลเล็ก หรือการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเพดานที่สวัสดิการรัฐกำหนด การเลือกซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ที่มีจุดเด่นเรื่องความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย (เหมาจ่ายตามจริงในวงเงินที่กำหนด) จะช่วยลดความกังวลเรื่องส่วนต่างยิบย่อยที่มักตามมาหลังออกจากโรงพยาบาลได้ดีที่สุด นอกจากนี้ควรเลือกบริษัทที่มีความเสถียรทางการเงินสูง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าในวันที่จำเป็นต้องเคลมประกันจริงๆ จะไม่เกิดปัญหาติดขัดตามมา
วางแผนเพื่ออนาคตที่ไม่มีคำว่า “สายเกินไป”
ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกซื้อ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดคือการเลือกแผนที่สอดคล้องกับรายได้และไลฟ์สไตล์ในช่วงเวลานั้น ความต้องการในช่วงวัยสร้างตัวกับวัยที่เริ่มมีครอบครัวย่อมแตกต่างกัน การหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงกรมธรรม์ทุกๆ 2-3 ปี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าความคุ้มครองที่มีอยู่นั้น “พอดี” ไม่ขาดและไม่เกินจนเกินความจำเป็น การลงทุนกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็นอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้โฟกัสกับการใช้ชีวิตและการสร้างอนาคตให้ครอบครัวได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังเมื่อพายุของความเจ็บป่วยพัดมาเยือน
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี