จาก Oh! Vacoda คาเฟ่อะโวคาโด สู่ Oh! Vacola ร้านคราฟต์โคล่าไม่ซ่าแบบกระป๋อง ที่ใช้เวลาคิดสูตรนานกว่า 5 ปี  

Text: VaViz

Photo: Sunun Lorsomsab


     แม้ว่าคนในปัจจุบันจะมีภาพจำว่า โคล่าคือน้ำอัดลมรสซ่า แต่รู้ไหมว่า จุดเริ่มต้นที่แท้จริงนั้น โคล่า = น้ำสมุนไพร เมื่อครั้งก่อกำเนิดในสหรัฐอเมริกาในช่วงกว่าร้อยปีที่ผ่านมา เพียงพลอย – รุจิยาทร โชคสิริวรรณ เท้าความให้ฟังถึงที่มา ก่อนจะพาเราไปรู้จักกับ Oh! Vacola ร้านคราฟต์โคล่าน้องใหม่ที่เธอเพิ่งเปิดไปในย่านทรงวาด

     ซึ่งถ้าใครได้เห็น Tagline หรือวลีสั้นๆ ของร้านที่ว่า “โอ้วา โคล่า สูตรอาม่า โคล่านุ่ม” แล้วคิดว่า สูตรคราฟต์โคล่าที่ว่านั้นคงเป็นของอาม่าของเธอ ที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นในตระกูล บอกเลยว่า ผิด เมื่อเจ้าของร้านอธิบายต่อว่า

     “สูตรอาม่านั้นมาจากการหยิบเรื่องราวของโคล่าที่เกิดขึ้นในร้านขายยาในอเมริกาเมื่อกว่า 100 ปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคของ Grandma Generation หรือยุคอาม่าที่คนอเมริกันตื่นเต้นกับการใช้สมุนไพรจากเอเชียอย่างจีนหรืออินเดีย พูดง่ายๆ ว่าอาม่าเขาต้มโคล่ากันมานานแล้ว แค่เราไม่รู้ เพราะเกิดมาเราก็อยู่ในยุคที่โคล่าคือน้ำอัดลมไปแล้ว บวกกับการที่เราใช้สมุนไพรจากอาม่าที่ขายในย่านทรงวาดมาทำ พอรวมกันเลยกลายเป็น Symbolic ของแบรนด์นั่นเอง”   

อะโวคาโด...ออกผลเป็น “โคล่า”

     ถ้าใครเป็นสายฮิปสเตอร์ ชอบชิม ชอบชิลล์ คงรู้จักกับ Oh! Vacoda คาเฟ่อะโวคาโด ที่เปิดมาแล้ว 8 ปี ย่านอารีย์กันดี เพราะเพียงพลอยก็เป็นเจ้าของร้านนี้เหมือนกัน และที่นี่เองที่จุดเปลี่ยนเล็กๆ ได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เมื่อเป็นที่ๆ เธอได้ใช้เวลาพัฒนาสูตรคราฟต์โคล่าจนลงตัว

     “ด้วยพื้นฐานที่เราเป็น Mixologist หรือคนที่ชอบรังสรรค์เมนูใหม่ๆ เราเลยอยากทําทุกอย่างที่ทําได้เกี่ยวกับเครื่องดื่ม อย่างเราชอบดื่มเหล้า เราก็จะหมักเหล้าเอง เราชอบดื่มฮันนี่เลมอน เราก็ไปสอยน้ำผึ้งลงมาทําเอง รวมถึงเราชอบโคล่า เราก็ต้มโคล่าเอง ออกมาเป็นเมนูคราฟต์โคล่าที่หลายคนที่มาคาเฟ่นั้นติดใจ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสนับสนุนให้เห็นว่า มีกำลังซื้อในตลาดนี้อยู่จริง จนเราได้ทำเป็น Oh! Vacola ร้านคราฟต์โคล่า ที่เพิ่งเปิดไปในเดือนมกราคมนี้เอง”  

     อย่างไรก็ตาม “ไม่ใช่ว่าแค่ขายดี หรือเราต้มคราฟต์โคล่าได้วันนี้และรู้สึกว่าอร่อย พอเดือนหน้าเราก็เปิดร้านเลย แต่มันเกิดจากการทดสอบโปรดักต์ตัวนี้มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ช่วง COVID-19 ปี 2020 เราได้ Final สูตรออริจินอลคราฟต์โคล่าและได้ทดลองก่อนที่คาเฟ่ โดยเราได้ทำ Blind Testing ทั้งกับเพื่อนและลูกค้า ซึ่งเหมือนเป็นการทำวิจัยย่อมๆ ถาม Feedback ลูกค้าตลอดว่าชอบหรือไม่ชอบเพราะอะไร และมีการทดสอบ Trial and Error ลองผิดลองถูกและพัฒนามาตลอด”

     ซึ่งแม้ว่านี่จะไม่ใช่สิ่งที่ เพียงพลอย บอกว่า เป็น Turning Point แบบหักศอก แต่ก็เป็นจุดที่ค่อยๆ โค้งมาเรื่อยๆ ว่าคราฟต์โคล่าที่เธอคิดขึ้นมานั้นขายได้

     “จุดเปลี่ยนคือเรามีความมั่นใจมากขึ้นจากตอนแรกที่ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะขายได้ไหม แต่คนส่วนใหญ่บอกว่า มันแปลก มันกินได้ ไม่ใช่ว่าอร่อยที่เราคนเดียว ยิ่งเราได้ถามลูกค้าทุกวัน เสิร์ฟเขาทุกวัน เราก็มั่นใจมากพอที่จะเปิดแยกเป็นร้านใหม่ออกมาเลยโดยไม่ได้อยู่ภายใต้คาเฟ่ Oh! Vacoda”    

ย้ำตัวโตๆ คราฟต์โคล่า น้ำอัดลม

      คราฟต์โคล่าของ Oh! Vacola นั้นทํามาจากสมุนไพรแท้ๆ 12 ชนิด อัดด้วยไนโตรเจน บรรจุในรูปแบบกระป๋อง โดยมีถึง 14 รสชาติ และมีจุดเด่นอยู่ที่การเป็นคราฟต์โคล่าที่ไม่ซ่า เรียกได้ว่าฉีกทุกอย่างที่คนเข้าใจเกี่ยวกับโคล่าที่เคยมีมาทั้งหมด

      “คราฟต์โคล่าของเราพยายามฉีกกฎทุกอย่าง อย่างแรกคือไม่ซ่า เพราะเราอยากบอกว่านี่ไม่ใช่น้ำอัดลม ซึ่งถ้าเราทำซ่า คนจะเอาไปเปรียบเทียบกับแบรนด์ใหญ่ๆ ทันที เพราะฉะนั้น เราไม่อยากให้เข้าใจว่าโคล่าคือน้ำอัดลม เพราะว่าโคล่าไม่ใช่และไม่เคยเท่ากับน้ำอัดลม เมื่อ 100 ปีที่แล้ว โคล่ามันเป็นยา มันเป็นน้ำสมุนไพรธรรมดา”

     และเพื่อทำให้คราฟต์โคล่าไม่ซ่า มีรสนุ่ม ทางร้านจึงทำการอัดไนโตรเจนเข้าไปแทนที่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซต์เหมือนที่ใช้ในน้ำอัดลม

      “เราน่าจะเป็นที่แรกๆ ในโลกด้วยซ้ำที่ทําคราฟต์โคล่าแบบไนโตรเจนและกดมาจากแท็ป ทำสดแบบกระป๋องต่อกระป๋อง โดยเราทำแบบ Small Batch หรือปริมาณน้อยในแต่ละวัน เราแทบจะไม่ได้สต็อกเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้าวันไหนวัตถุดิบหมด เราก็แค่เดินไปซื้อสมุนไพรจากบ้านข้างๆ แล้วเอามาต้มแค่นั้นเอง”

     ในส่วนของกระป๋องที่ร้านใช้ก็ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะรูปอาม่าที่ใช้หน้าของเพียงพลอยเป็นพรีเซ็นเตอร์ แถมยังเป็นกระป๋องที่รีไซเคิลได้ 100% อีกด้วย

     “สำหรับตัวแพ็กเกจจิ้ง เราตั้งใจล้อเลียนโคล่าในตลาดที่ใส่กระป๋อง และอยากให้คนได้เปรียบเทียบกันเลยว่าของเรานั้นเป็นคราฟต์โคล่าที่ทำมาจากสมุนไพร นอกจากนี้ เรายังมองถึงเรื่องของความยั่งยืน จึงเลือกใช้กระป๋องรีไซเคิลได้ ส่วนเรื่องของลวดลายนั้น ด้วยความที่เราอยู่ในย่านทรงวาดที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมไทย-จีน เราจึงหยิบมาเป็นคอนเซปต์ออกแบบโลโก้ที่ต้องมีทั้งความเป็นไทยและจีนอยู่ในนั้น”

      ซึ่งกว่าจะได้กระป๋องที่คนเอาไปถือถ่ายรูปเป็นไวรัลบนโซเชียลอยู่ในขณะนี้นั้น ต้องผ่านการเปลี่ยนบริษัทกราฟฟิกดีไซเนอร์มาถึง 5 ครั้งเลยทีเดียว

     “ตอนแรกเราคิดว่าร้านอาจจะอยู่แถวอารีย์เหมือนเดิม หน้าตาของแพ็กเกจจิ้งเลยจะเป็นแบบฮิปสเตอร์ มินิมอล คลีนๆ จนวันสุดท้ายเรามาได้ที่ทรงวาด เลยต้องรื้อคอนเซ็ปต์ตัวแพ็กเกจจิ้ง รื้อดีไซน์ รื้อทุกอย่างใหม่หมดเลย เพื่อให้มันเข้ากับที่นี่ บริษัทกราฟฟิกดีไซเนอร์ที่สุดท้ายเลยบอกเราว่า ถ้าอยากได้ความเป็นไทย-จีนขนาดนั้น เขาขอลองเป็นหน้าคนได้ไหมให้มันลิงก์กับผลิตภัณฑ์เหมือนแพ็กเกจจิ้งเก่าๆ ของไทยที่ชอบเอาหน้าคน หน้าเด็กมาใส่ เราเลยถามกลับไปว่า จะใช้หน้าใคร เพราะเราไม่อยากเอาใครก็ไม่รู้มาใส่ เพราะว่ามันดูปลอมไปหน่อย และดูไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับแบรนด์เลย เขาเลยบอกว่าก็เราไง เพราะว่าทั้งหมดนี้มันเริ่มมาจากเราตั้งแต่แรก เลยกลายมาเป็นกระป๋องที่มีลวดลายเป็นหน้าเราในลุคของอาม่าอย่างที่เห็น”

เรื่องของรสชาติ...เรื่องของประสบการณ์

     แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ คนที่มองตัวเองว่าเป็น “นักต้มโคล่า” มากกว่าเป็นนักธุรกิจนั้น เคยเจอกับ Feedback สุดท้าท้ายมาแล้ว เมื่อครั้งที่มีเด็กๆ แวะเข้าไปสั่งคราฟต์โคล่าที่คาเฟ่ย่านอารีย์ เพราะคิดว่าคงเหมือนกับโคล่าที่เคยกิน แม้ทางคาเฟ่จะอธิบายแล้วว่าไม่ใช่น้ำอัดลม แต่พวกเขาก็ขอลองดู

     “จิบเดียวแล้ววางเลย ไม่กินอีกเลย บอกว่าเหมือนน้ำพะโล้ แต่เราเข้าใจได้ว่าประสบการณ์การกินของคนเรานั้นไม่เท่ากัน เด็กๆ หรือวัยรุ่นสมัยนี้อาจจะไม่เคยกินน้ำสมุนไพรมาก่อนเลยไปนึกถึงสิ่งที่มันใกล้ตัวเขามากกว่า เป็น Feedback ที่เราเก็บไว้ในใจมาตลอดว่า มีคนที่เขามีประสบการณ์การกินที่ไม่ได้เหมือนเราด้วย ดังนั้น เวลามีลูกค้ามาสั่ง เราจะพูดเลยว่ากลิ่นสมุนไพรแรงนะ เป็นน้ำสมุนไพรนะ ไม่ใช่น้ำอัดลม”

      แน่นอนว่า คราฟต์โคล่ากับคนไทยเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ และยังมีคนทำน้อยมากในปัจจุบัน ทำให้ Oh! Vacola มุ่งเป้าไปที่การ Educate ทำให้คนรู้ว่าคราฟต์โคล่าคืออะไรเสียก่อน

     “Challenge ของเราคือ การ Educate คนให้รู้ว่าคราฟต์โคล่าคืออะไร เหมือนกับเมื่อ 8 ปีก่อนที่คนยังไม่รู้ว่าอะโวคาโดทำสมูทตี้ได้ด้วย เพราะคนไทยเข้าใจว่าอะโวคาโดอยู่ได้บนสลัดกับซูชิอย่างเดียว เราก็ค่อยๆ บอกไป ครั้งนี้ก็เหมือนกันที่เราจะต้องทำให้คนเข้าใจในเรื่องของคราฟต์โคล่า ที่เริ่มจะมีมาไม่กี่สิบปีนี้เอง และเข้าใจในโปรดักต์ของเรา เพราะเราทำแบบ Specialty ร้านที่มีแต่คราฟต์โคล่าแค่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่คนไทยรู้จักคราฟต์โคล่ามากพอ ตลาดนี้จะไปได้ไกลและเติบโตได้มากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่ตอนนี้คนรู้จักอะโวคาโดและมีร้านปั่นอยู่แทบทุกหัวมุม ในขณะที่เมื่อ 8 ปีก่อนไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ”

     ในขณะที่ตอนนี้ในต่างประเทศคราฟต์โคล่าบูมมาก ต่างชาติจึงรู้จักและเข้าใจในความเป็นคราฟต์โคล่ามากกว่า จึงเป็นกลุ่มที่ชอบจะลองรสชาติที่มีความแปลกใหม่

     “คนต่างชาติเริ่มรู้เยอะมากแล้วว่าคราฟต์โคล่าคือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและไม่เท่ากับน้ำอัดลม แต่ว่าคนไทยยังไม่รู้และชอบคิดว่า มันคือซาสี่หรอ มันคือน้ำจรวดหรือน้ำอัดลมโบราณหรอ ซึ่งเราก็ต้องใช้เวลาอธิบาย นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ย่านทรงวาดยังเป็นย่านของการมาลอง สินค้าของเราจึงตอบโจทย์คนที่ไม่สามารถกินกาแฟแก้วที่ 3 ได้แล้ว เพราะว่าคนที่มาเดินทรงวาดส่วนใหญ่จะเป็นพวก Café Hopping และแถวนี้ก็มีแต่ร้านกาแฟกับร้านชาเขียว เราเลยเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านในย่านนี้ที่เป็นคาเฟ่แบบ Non-caffeine หรือไม่มีคาเฟอีนนั่นเอง”

ไม่ใช่แค่เราได้...ชุมชนต้องได้ด้วย  

     สิ่งหนึ่งที่เพียงพลอยชื่นชอบคือการได้อยู่ในชุมชนย่านเมืองเก่าหรือ Old Town ซึ่งเธอบอกว่าเป็น DNA ของ Oh! Vacola และเป็นโอกาสให้ร้านได้นำวัตถุดิบตัวอื่นๆ มาผสมกับคราฟต์โคล่าในอนาคต พร้อมแนะนำให้ผู้คนรู้จักของดีในชุมชนหรือย่านนั้นๆ ได้ดีขึ้น

     “ตอนที่เรามาเปิดแรกๆ อากง อาม่า คุณลุง คุณป้าแถวนี้ให้การสนับสนุนดีมาก เดินมาชิม เดินมาซื้อ และบอกว่าขอบคุณมากๆ ที่ทําให้คนรู้ว่าแถวนี้มีร้านสมุนไพรเยอะ กลายเป็นว่าคนเริ่มรู้จักย่านทรงวาดว่าเป็นถนนเส้นสมุนไพรจากร้านของเรา”

     เพราะฉะนั้น การมาทรงวาดในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่มาขายอย่างเดียว แต่ทางร้านยังอยากรักษาวัฒนธรรมของย่านและอยากเติบโตไปพร้อมๆ กัน

     “เราไม่ได้ตั้งใจจะมาขายอย่างเดียว เราอยากรักษาวัฒนธรรมของที่นี่ไว้ เราตั้งใจทําแบรนดิ้งให้เข้ากับที่นี่ ตั้งใจทําร้านให้ไม่ทําร้ายที่นี่ รวมถึงตั้งใจซัพพอร์ตผลิตภัณฑ์ชุมชนและคนในชุมชนด้วย เพราะฉะนั้น การมาที่นี่ทุกคนแฮปปี้ เพื่อนบ้านแฮปปี้ ซึ่งคนที่นี่เขาชอบมากที่มีคนใหม่ๆ มา แล้วคนใหม่ๆ ก็ชอบมากที่เขายังอยู่ เพราะฉะนั้น ทรงวาดจึงไม่เหมือนย่าน CBD อื่นๆ ที่เต็มไปด้วยร้านใหม่ๆ แต่คนเก่าแก่อยู่ไม่ได้แล้ว”

     เธอยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟังว่า ช่วงที่ร้านกำลังก่อสร้างอยู่ มีเด็กน้อยประมาณ ป. 1 มาขอเงินแฟนเธอ เพื่อเอาไปซื้อรถสกู๊ตเตอร์ แต่แฟนเธอไม่ให้และบอกว่าเดี๋ยวร้านนี้จะเปิดแล้วและจะมีกระป๋องที่เอาไปขายได้ราคา ดังนั้น ทุกเย็นหลังเลิกเรียนให้มาเก็บไปขาย

     “น้องเขามาจริง ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังมาเก็บอยู่ เราเลยทำที่วางหน้าประตูไว้ให้ทุกคนมาทิ้งกระป๋องรีไซเคิลได้ในจุดนี้ เพื่อที่น้องเขาจะได้เดินมาเก็บแล้วเอาไปขาย ซึ่งช่วยสร้างรายได้และทำให้เกิดเงินหมุนเวียนของคนในชุมชน เรามาอยู่ชุมชนนี้ เราไม่ได้แค่จะมาเฉยๆ จุดมุ่งหมายของเรา นอกจากจะมาขายแล้ว เราก็อยากจะร่วมมือกับคนในชุมชน เพื่อทำให้เขามีรายได้อย่างต่อเนื่อง เหมือนที่เราใช้สมุนไพรและทำให้คนรู้จักย่านทรงวาดว่าเป็นถนนที่ถูกเรียกว่าถนนซินนามอนนั่นเอง”

     นอกจากนี้ เป้าหมายอีกอย่างของเธอคือ การไม่เข้าโมเดิร์นเทรด เพื่อคงความคราฟต์และความเป็นเอกลักษณ์ของรสชาติเอาไว้   

     “แน่นอนว่าเราไม่อยากเข้าโมเดิร์นเทรด เพราะการเข้าโมเดิร์นเทรดนั้นหมายถึงมันจะไม่คราฟต์อีกต่อไปแล้วสําหรับเรา เราไม่อยากเอาผลิตภัณฑ์ไปวางคู่กับน้ำอัดลม หรือถ้าเข้าไปแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาผลิตภัณฑ์เราไปวางไว้อยู่ในหมวดหมู่ไหน นอกจากนี้ ด้วยความที่คราฟต์โคล่าของเราทำสดแก้วต่อแก้ว อัดไนโตรสดๆ กระป๋องต่อกระป๋อง จึงควรกินภายใน 3 – 5 นาที เพื่อให้ได้รสนุ่มและอร่อยที่สุดอย่างที่เราตั้งใจทำ”

     สุดท้ายแล้ว เพียงพลอย บอกว่า “เรารู้ว่าเราชอบทำอะไรเล็กๆ เพราะควบคุมคุณภาพได้มากกว่า เราไม่ได้อยากจะเป็น SME ที่ชื่อเสียงโด่งดังด้วยการขยายสาขา แต่เราอยากจะเป็น SME ที่คนมากินเมื่อไรก็ยังรู้สึกว่าอร่อยเหมือนเดิม”  

     ทั้งนี้ การจะบรรลุสิ่งที่มุ่งหวังได้ เธอฝากไว้ว่า “ต้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าอยากจะทำธุรกิจแบบไหน อย่างเราชอบที่จะทำแบบ Specialty และไม่เหมาะกับการทําธุรกิจใหญ่โตที่มีพนักงานหลายคน ขายทุกอย่าง เราใช้ตัวเองเป็นแบรนด์ดิ้งและเป็นพนักงานมาตลอด เพราะฉะนั้น เรายึดตัวเองเป็นหลักว่าชอบกินอะไร ขายอย่างนั้น ทําอะไรได้ก็ทําอย่างนั้นแค่นั้นเอง”

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ธุรกิจใหม่ของคนรักสัตว์ Hund Haus คลับสุนัขพรีเมียม ที่ทำให้เจ้าของยอมจ่ายหลักแสนต่อปี

ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองสัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัว แนวคิดนี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Hund Haus คลับเฮาส์สำหรับสุนัขระดับพรีเมียมแห่งแรกของกรุงเทพ ที่มาพร้อมกับบริการที่พ่อหมาแม่หมายอมจ่าย

ส่อง 3 นวัตกรรมไทย สร้างความต่าง เปลี่ยนของใกล้ตัวให้เป็นธุรกิจไร้คู่แข่ง

จากเปลือกไข่เหลือทิ้ง ที่ถูกพัฒนาเป็นครีมกันแดด สู่พืชทางเลือกจากแปลงเกษตรที่ต่อยอดเป็นวุ้นเส้นสุขภาพ ไปจนถึง แป้งทางเลือกที่กลายเป็นพาสต้าบุกตลาดเกาหลี ชวนอ่าน 3 เรื่องราวผู้ประกอบการไทยที่ใช้ “นวัตกรรม” สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

Kit Oisix ชุดทำอาหารสำเร็จรูป โมเดลธุรกิจช่วยลดขยะอาหารเหลือทิ้ง ที่ออกแบบตั้งแต่ฟาร์ม จนถึงครัวในบ้าน

ปกติเรามักคิดว่า ปัญหาอาหารเหลือทิ้งต้องแก้ที่ปลายทาง เช่น ลดขยะ หรือจัดการของเหลือเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แต่ Oisix ซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์อาหารเพื่อสุขภาพจากญี่ปุ่น กลับคิดต่างออกไป คิดโมเดลธุรกิจเพื่อควบคุมปริมาณอาหารตั้งแต่ต้นทาง