“วีทีแหนมเนือง” ร้านอาหารเวียดนามเล็กๆ ที่วันนี้มีคอมมูนิตี้มอลล์ 650 ล้านเป็นของตัวเอง

TEXT : กองบรรณาธิการ

PHOTO : วีที แหนมเนือง

 
 


Main Idea
 
  • สร้างโอกาส ขยายการเติบโตทางธุรกิจให้กับตัวเอง จากธุรกิจต้นแบบ
 
  • มองการณ์ไกล คิดเผื่อไปถึงวันข้างหน้า ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่
 
  • คิดแบบทันสมัย นำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาใช้พัฒนาธุรกิจเสมอ
 
  • กล้าคิด กล้าฝัน แม้จะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นมา
 

              

     ถ้าใครชื่นชอบในอาหารเวียดนาม ที่บางคนก็มักติดใจในรสชาติ บ้างก็มองว่าเป็นอาหารสุขภาพ กินแล้วดีต่อร่างกาย เพราะมักมีผักเป็นองค์ประกอบหลัก อย่างน้อยๆ คุณต้องเคยได้ลิ้มลองรสชาติของ “วีที แหนมเนือง” ร้านอาหารเวียดนามชื่อดังเมืองอุดร ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะไปรับประทานโดยตรงที่ร้าน มีคนหิ้วมาฝาก ส่งพัสดุ หรือจากสาขาต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในเวลานี้
              




     ซึ่งในวันนี้ไม่เพียงแต่กลายเป็นแบรนด์ร้านอาหารเวียดนาม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่เกือบ 30 ไร่ ที่สร้างขึ้นมาด้วยเม็ดเงินกว่า 650 ล้านบาท! เปลี่ยนไซส์ธุรกิจพลิกรูปแบบการโตแบบก้าวกระโดด จากร้านอาหารเวียดนามอยู่ดีๆ กลับกลายมาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ไปได้ยังไง ไปติดตามเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ และแนวคิดแบบกล้าได้ กล้าเสีย กล้าคิด และก็กล้าที่จะลงมือทำแบบฉบับวีที แหนมเนืองกัน
              




     ย้อนไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วีที แหนมเนือง เกิดขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของชายที่ชื่อ “ทอง กุลธัญวัฒน์” บุตรคนที่ 5 ของพ่อตวน แซ่โฮ และแม่วี แซ่เรือง ชาวเวียดนามผู้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ที่อาศัยเลี้ยงชีพด้วยการทำอาหารเวียดนามหาบขายในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยช่วงแรกนั้นขายเป็นขนมถ้วยแบบเวียดนาม หรือเรียกว่า “บั่นแบ๋ว” และเมี่ยงหมูย่าง ซึ่งในภาษาเวียดนามออกเสียงว่า “แนมเหนือง” ในภายหลังจึงเพี้ยนเป็นแหนมเนืองอย่างที่เรารู้จักกันดีในวันนี้ โดยผ่านไปสิบกว่าปีราวปี 2511 จึงสามารถเปิดหน้าร้านของตัวเองขึ้นมาได้
              

     โดยในช่วงแรกนั้นไม่ได้ตั้งชื่อเฉพาะอะไรเป็นพิเศษ แต่จะใช้เรียกว่า “แหนมเนือง” ภายหลังที่มีการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ รวมถึงตรวจตราผู้อพยพมากเป็นพิเศษ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านแดง แหนมเนือง” ตามชื่อลูกสาว เพื่อให้ดูเป็นธุรกิจของเมืองไทยมากขึ้น
              




     จนเมื่อปี 2540 ทองได้แยกตัวออกจากธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว และมาเปิดร้านของตัวเองพร้อมกับสร้างครอบครัวขึ้นมาโดยเขยิบออกมาอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยมองว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ครบครัน มีโรงแรม และกรุ๊ปทัวร์ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “วีที แหนมเนือง” ซึ่งนำมาจากพยัญชนะภาษาอังกฤษตัวแรกในชื่อของพ่อและแม่รวมกัน
              

     ซึ่งจะว่าไปแล้ว ลักษณะการทำธุรกิจและการเติบโตระหว่างร้านต้นแบบแดง แหนมเนือง และวีที แหนมเนือง ก็มีแนวคิดที่แตกต่างกันเช่นกัน โดยแดง แหนมเนืออาจเป็นในภาพขอร้านต้นตำรับแหนมเนืองหนองคายที่หากใครมีโอกาสผ่านมาก็ต้องแวะมากิน แต่สำหรับวีที แหนมเนือง คือ ร้านแหนมเนืองที่มุ่งทำการตลาดแบบกระจายออกไปให้เป็นที่รู้จักในภูมิภาคต่างๆ





     ดังจะเห็นได้จากในยุคหนึ่งที่แม้ธุรกิจจัดส่งเดลิเวอรียังไม่บูมอย่างเช่นทุกวันนี้ การขนส่งอาหารข้ามจังหวัดยังไม่ค่อยมี แต่วีที แหนมเนือง ก็พยายามใช้ขนส่งมวลชนและเส้นทางรถไฟที่ผ่านไปยังจังหวัดต่างๆ ในการขนส่งชุดกล่องแหนมเนืองไปให้กับลูกค้ายังสถานีปลายทางนั้นๆ ได้รับประทาน ทำให้ธุรกิจสามารถกระจายออกไปเป็นที่รู้จักได้มากขึ้น แถมยังนับเป็นการจัดส่งอาหารเดลิเวอรี่ในยุคเริ่มแรกด้วยก็ว่าได้
              

     นอกจากนี้ที่ตัวร้านในจังหวัดอุดรธานีเอง ยังมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะแก่การเป็นร้านรับแขกชื่อดังของจังหวัดมากขึ้นที่แขกไปใครมาก็ต้องแวะมารับประทาน แถมยังมีการจัดรูปแบบร้าน เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาที่ทันสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะนั่งรับประทานที่ร้าน ซื้อกลับ และแบบ Drive-Thru ที่สามารถขับรถเข้ามาซื้อได้เลย จนกระทั่งกลายเป็นสินค้า OTOP 5 ดาวของจังหวัดขึ้นมา
              




     หลังจากการปรับปรุงร้านอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ฝันอีกอย่างของทอง ผู้บริหารวีที แหนมเนือง ก็คือ การได้สร้างอณาจักรคอมมูนิตี้มอลล์ที่โดดเด่นของจังหวัดอุดรธานีขึ้นมา ด้วยการเปลี่ยนจากแค่ธุรกิจร้านอาหารเวียดนามเพียงอย่างเดียวให้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์รวมสินค้าชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เฉพาะแค่สินค้าภายใต้แบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าจากชุมชนต่างๆ ของจังหวัดและในภาคอีสานด้วย และยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่
              




     นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์การผลิตขนาดใหญ่ของธุรกิจ เพื่อส่งไปยังสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงฐานการผลิตส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศอื่นๆ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี เวียดนาม เป็นต้น โดยทำเป็นแหนมเนืองระบบสุญญากาศแช่แข็งที่เก็บรักษาในอุณหภูมิลบ 30 องศา ทำให้จัดเก็บได้นานกว่า 3 เดือน
              

     และนี่คือ เรื่องราวของวีที แหนมเนือง ร้านแหนมเนืองเล็กๆ ที่วันนี้ได้มีคอมมูนิตี้เป็นของตัวเอง เพราะการกล้าคิด กล้าทำ กล้าได้ กล้าเสีย เมื่อมองเห็นโอกาสมีเข้ามา ก็พร้อมที่จะลุยนั่นเอง
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค CLMV และกลยุทธ์การตลาดที่ SME ห้ามพลาด จากกูรูที่มีประสบการณ์มากว่า 18 ปี

นาทีนี้ ตลาดกลุ่มเพื่อนบ้านของเราอย่างกลุ่ม CLMV กำลังเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนสุดๆ แบบฉุดไม่อยู่ ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่อยู่ไกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ แต่จะเจาะตลาดได้ยังไง ควรหาผู้รู้ช่วยแนะแนวทางก่อนก็ดี

โรแยล พลัส เพิ่มโอกาสตลาดส่งออก ปั้นนวัตกรรมโยเกิร์ตจากมะพร้าว ที่เก็บได้นาน 18 เดือนรายแรกในไทย

จากกระแสบริโภค Plant based ที่กำลังมาแรง “โรแยล พลัส” หรือ "Plus" บริษัทส่งออกน้ำมะพร้าวและน้ำนมมะพร้าว จึงได้คิดค้นพัฒนา “โคโคนัท โยเกิร์ต” นอกจากเอาใจผู้บริโภคสายกรีนแล้ว ยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็นด้วย

3 หนุ่มชาวสวนยาง ใช้ Smart Farm เพาะเห็ดแครงขาย    ต่อยอดสู่ธุรกิจแพลนต์เบส และผู้ผลิตวัตถุดิบรายใหญ่

รู้หรือไม่ว่า “เห็ดแครง” ที่เป็นส่วนผสมของเมนูแพลนต์เบสทุกแบรนด์ในประเทศไทย ล้วนมาจากเครือข่าย “บ้านเห็ดแครง” จ.สงขลา เกษตรกรผู้เพาะเห็ดแครงด้วยระบบ Smart Farm ที่ควบคุมได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ