กระต่ายบิน ยาธาตุน้ำขาว ที่ “ผัวคิด เมียขาย” สร้างแบรนด์ยาวนานมากว่า 75 ปี

TEXT : กองบรรณาธิการ





     ทุกครั้งเวลาปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย จุกเสียด แน่นเฟ้อ หนึ่งในยาสามัญประจำบ้านที่ถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ต้องมีชื่อของ “ยาธาตุน้ำขาว” ยาน้ำที่มีลักษณะข้นคล้ายนม เวลากินจะได้รสชาติเย็นๆ ของมินต์รวมอยู่ด้วยแน่นอน และหนึ่งในแบรนด์ที่คุ้นเคยเป็นที่รู้จักกันมานานคงหนีไม่พ้น “ตรากระต่ายบิน” ยาธาตุน้ำขาวที่มีอายุอยู่คู่เมืองไทยมานานกว่า 75 ปี
               

     ยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบิน มีต้นกำเนิดมาจาก “ไร่เฮง เจียมจรรยา” นายแพทย์แผนจีนที่เปิดดำเนินกิจการร้านขายยาเล็กๆ อยู่บนถนนจักรวรรดิ กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2473 ต่อมาภายหลังเมื่อกิจการรุ่งเรืองขึ้นจึงได้จัดตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “ห้างยาไทย” เริ่มมีการนำเข้ายาสมัยใหม่จากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย พร้อมกับคิดค้นสูตรยาของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ยาธาตุน้ำขาว
               

     โดยถึงแม้จะเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา แต่ผู้ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญทำให้ชื่อของยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบินกลายเป็นที่รู้จักและออกวางจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ ก็คือ “สุนันท์ เจียมจรรยา” ผู้เป็นภรรยา ซึ่งเป็นผู้ออกความคิดในการสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยนำสัญลักษณ์ในปีเกิดของตน คือ ปีเถาะ หรือปีกระต่าย สร้างเป็นโลโก้แบรนด์ขึ้นมา แต่ด้วยความที่อยากให้เป็นกระต่ายที่มีความแข็งแกร่งเอาชนะเต่าในนิทานเรื่องเต่ากับกระต่ายได้ จึงแก้เคล็ดโดยการเติมปีกเข้าไป จนกลายเป็นที่มาของตรากระต่ายบินในที่สุด โดยเริ่มต้นวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2488 และถือเป็นยาธาตุน้ำขาวแบรนด์แรกของไทยที่มีการผลิตขึ้นมาในประเทศด้วย



               

     จากวิธีคิดดังกล่าวที่แบ่งหน้าที่กันทำคนหนึ่งคิดและคนหนึ่งขายไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ แต่ยังสืบทอดและนำมาใช้เป็นกลยุทธ์บริหารจัดการธุรกิจในยุคต่อๆ มาด้วย โดยหลังจากที่กิจการเติบโตไปได้ดีสินค้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนต้องมีการจัดตั้งโรงงานผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ทำให้ในปี 2512 ได้มีการก่อตั้งบริษัท บี เมด ฟามาซูติคอน จำกัดขึ้นมา เพื่อแยกการผลิตกับการจัดจำหน่าย และทำตลาดออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น


     ปัจจุบันยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบิน ได้อยู่ในการดูแลของทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นหลานที่เข้ามาช่วยกันดูแล และถือได้ว่าเป็นยุคที่มีการพลิกโฉมยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบินให้กลับมามีชีวิตและตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นด้วย


     เริ่มตั้งแต่ 1.การรีแบรนด์ดิ้งปรับฟอนต์ตัวหนังสือให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงรักษาโลโก้เดิมเอาไว้ 2.การปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่ จากขวดแก้วให้เป็นขวดพลาสติก เพื่อให้มีน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย แถมยังมีการออกไซส์เล็กขนาด 50 มิลลิกรัมขึ้นมา เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการพกพามากขึ้น และ 3. มีการออกโฆษณาทางทีวีนำดาราและคนรุ่นใหม่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูเด็กลง นอกจากนี้ยังมีความพยายามสื่อสารและสร้างคอนเทนต์ออกมาให้มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย เช่น สโลแกน “กินให้สุด แล้วหยุดที่กระต่ายบิน” ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น เพราะเข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ชีวิตมักเร่งรีบ กินอาหารไม่เป็นเวลา และบริโภคอาหารบุฟเฟ่ต์มากขึ้น





     ปัจจุบันหากพูดถึงตลาดยาสามัญประจำบ้าน เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เกี่ยวกับช่องท้องแล้ว ซึ่งมูลค่ามากถึง 2,000-3,000 ล้านบาท ยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบิน ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถทำรายได้ติดอยู่ใน Top 3 ของตลาดเลยทีเดียว และหากแยกเซกเมนต์ให้ย่อยลงไปอีกดูเฉพาะในตลาดของยาธาตุน้ำขาว แบรนด์ตรากระต่ายบินมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
 
 








www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

5 ทางเดินสู่เศรษฐีนี ของแม่ผู้ประดิษฐ์ไม้ม็อบมหัศจรรย์  ความสำเร็จสร้างขึ้นด้วยตัวเอง

"จอย แมงกาโน" คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ภายหลังกลายมาเป็นเศรษฐีนี จากการประดิษฐ์ไม้ม็อบมหัศจรรย์ที่คิดขึ้นมาด้วยตัวเอง จากความบังเอิญที่นำไปถูเศษแก้วที่แตกแล้วบาดมือ แต่เส้นทางชีวิตจริงนั้นกลับไม่ง่ายเลย

จับตลาดมามี้ คุณแม่สายเปย์ ทุ่มสุดตัวเพื่อน้องหมา น้องแมว ปลุกตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโต 4 หมื่นล้านบาท

ในอดีตเราอาจเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เป็นเพื่อน หรือไว้คลายเหงา แต่ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น หมา, แมว กลับต่างออกไป มีการดูแลเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ทำให้หลายคนรักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก ซึ่งเรียกว่า “Pet Humanization”

เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค CLMV และกลยุทธ์การตลาดที่ SME ห้ามพลาด จากกูรูที่มีประสบการณ์มากว่า 18 ปี

นาทีนี้ ตลาดกลุ่มเพื่อนบ้านของเราอย่างกลุ่ม CLMV กำลังเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนสุดๆ แบบฉุดไม่อยู่ ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่อยู่ไกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ แต่จะเจาะตลาดได้ยังไง ควรหาผู้รู้ช่วยแนะแนวทางก่อนก็ดี