6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

 Text: VaViz


     ถ้ามองเผิ่นๆ คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจทั้งหลายจะโฟกัสไปกับการแข่งขัน ทั้งจากคู่แข่งที่คอยห้ำหั่นตัดราคา การมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อันตรายไม่แพ้กันและมักถูกมองข้ามไป นั่นคือ “ความเสียดาย” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ค่อยๆ กัดกินธุรกิจจากภายในโดยไม่รู้ตัว

     โดยความเสียดายที่ว่านั้นมาในรูปแบบของ “เงินจม” ซึ่งก็คือเงินที่ได้ใช้จ่ายไปแล้วในอดีต ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันได้กลับคืนมา และเพราะการยึดติดอยู่กับความเสียดายนี่แหละ ที่ทำให้หลายคนตัดสินใจผิดพลาดและขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ต้องรู้ให้ทันกับดักนี้   

รู้ก่อน! เงินจมชอบแฝงมากับอะไร?

     แม้ในทางทฤษฎี เงินจมเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้พิจารณาในการตัดสินใจอนาคตของธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ประกอบการไม่น้อยกลับคิดว่า “ลงทุนไปตั้งเยอะ จะเลิกได้ยังไง” หรือ “ขาดทุนไปแล้ว ถ้าหยุดตอนนี้ก็เหมือนยอมแพ้” และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของปัญหา

     ทั้งนี้ เงินจมอาจมาได้หลายทาง เช่น จากค่าเช่าที่จ่ายไปแล้ว ค่าตกแต่งร้าน ค่าเครื่องจักรที่ซื้อมา หรือเงินลงทุนในสินค้าล็อตแรก แต่ที่พบบ่อยๆ ได้แก่

- สต็อกที่ขายไม่ออก หลายคนชอบสั่งสินค้าครั้งละจำนวนมากๆ เพราะหวังต้นทุนต่อหน่วยถูกลง แต่พอขายจริงตลาดกลับไม่ตอบรับ สุดท้ายของจึงค้างเต็มโกดัง เงินที่จ่ายไปแล้วจึงกลายเป็นเงินจม แต่เชื่อไหมว่า หลายธุรกิจยังดื้อดึงผลิตหรือสั่งเพิ่ม เพราะ “เสียดายของเก่า”

     Think: ถ้าขายต่อ จะได้กำไร หรือขาดทุนเพิ่มเท่าไร ไม่ใช่คิดว่าเคยซื้อมาแพงแค่ไหน

 

- ทำเลหรือร้านที่ไม่เวิร์ก อีกเรื่องที่เห็นบ่อยคือ ตกแต่งร้านไปหลายแสน ลูกค้าน้อย ยอดขายไม่ถึงจุดคุ้มทุน ค่ารีโนเวตที่ผ่านมาไม่สามารถเอาคืนได้ แต่เจ้าของร้านกลับทนขาดทุนต่อ เพราะ “เสียดายเงินที่ลงทุนไป”

     Think: ดูว่าควรย้ายทำเลใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบร้านหรือไม่ โดยดูรายได้ในอนาคต

 

- สินค้าหรือบริการที่ไม่ทำกำไร เรื่องนี้หลายคนก็โดนบังตา จากการเปิดตัวเมนูใหม่ ไลน์สินค้าใหม่ ซึ่งใช้เวลาพัฒนาและทดลองตลาดไปแล้ว แต่ยอดขายดันไม่ดี หลาย SME ก็ยังฝืนทำต่อ เพราะคิดว่า “อีกนิดเดียวเดี๋ยวก็ได้กลับคืนมา”

    Think: ควรหยุดหรือปรับ ถ้าอนาคตยังไม่คุ้ม

 

- แค่เปลี่ยนวิธีคิด...เงินก็เลิกจม!! ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการมองเงินจมเป็น “เงินที่ต้องเอาคืนให้ได้” แทนที่จะมองว่าเป็น “ต้นทุนที่ต้องหยุดไม่ให้ขยายตัว” ส่งผลให้ธุรกิจเลือกอัดเงินเพิ่มเข้าไปในกิจกรรมที่ไม่สร้างผลตอบแทน ดังนั้น เพื่อไหวตัวให้ทัน ธุรกิจสามารถปรับวิธีคิดและการบริหารจัดการทางการเงินได้ ดังนี้

     1. คิดในมุมกลับ อย่ามัวคิดว่า “ลงทุนไปตั้งเยอะ เลิกไม่ได้” ให้คิดว่า “ถ้าเริ่มใหม่วันนี้ ทางเลือกไหนจะทำให้เงินสดในอนาคตดีที่สุด” โดยอาจจะยึดหลักคำถาม 3 ข้อต่อไปนี้ไว้เป็น Checklist:

          - ถ้าหยุดวันนี้ จะเสียเงินเพิ่มอีกเท่าไร?

          - ถ้าไปต่อ ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร?

          - ทางเลือกไหนจะทำให้กระแสเงินสดในอนาคตดีกว่า?

     2. แยกเงินจมออกจากการวิเคราะห์ผลตอบแทน ทุกการตัดสินใจใหม่ควรเริ่มจากคำถามว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องใช้เงินเพิ่มเท่าไร และจะได้ผลตอบแทนอะไรกลับมา ดังนั้น เงินที่ใช้ไปในอดีตควรถูกตัดออกจากสมการ เพื่อให้การประเมินอัตราผลตอบแทน (ROI) และจุดคุ้มทุน (Break Even Point) สะท้อนความเป็นจริง

     3. กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ตั้งกฎว่าจะหยุดเมื่อขาดทุนเท่าไร โดยไม่สนว่าลงทุนไปแล้วเท่าไร ทางที่ดีควรกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่นระยะเวลาที่ยอมรับการขาดทุน ระดับกระแสเงินสดติดลบสูงสุด หรืออัตรากำไรขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ การยุติกิจกรรมนั้นๆ ควรเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์เสียดายเงิน

     4. ประเมินทางเลือกด้วยมุมมองกระแสเงินสด แทนที่จะถามว่า “เคยลงทุนไปเท่าไร” ควรถามว่า ทางเลือกไหนจะใช้เงินสดน้อยที่สุด เช่น ทางเลือกไหนจะทำให้กระแสเงินสดใน 6 – 12  เดือนข้างหน้าดีขึ้น หรือทางเลือกไหนจะเปิดโอกาสในการลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งการมองที่กระแสเงินสดเป็นหลัก จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ แม้ว่ากำไรทางบัญชีจะยังไม่สวยงามก็ตาม

     5. เปลี่ยนเงินจมเป็น Cash แม้เงินจมจะไม่สามารถเรียกคืนได้ทั้งหมด แต่สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เช่น การระบายสต็อกในราคาต่ำกว่าทุน เพื่อเปลี่ยนของค้างเป็นเงินสด หรือการปรับการใช้สินทรัพย์เดิมให้สร้างรายได้เสริม ให้เช่า ขายต่อ หรือเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้ทรัพยากร ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่คือการรักษาสภาพคล่องนั่นเอง

     6. เรียนรู้จากความผิดพลาด มองว่าเงินที่เสียไปเป็น “ค่าเทอม” ของบทเรียน และนำไปใช้พัฒนาธุรกิจในอนาคต ดังนั้น การยอมรับว่าเงินบางส่วนได้กลายเป็นเงินจมแล้ว ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือวินัยทางการเงิน ซึ่งธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่เคยพลาด แต่คือธุรกิจที่กล้าตัดสินใจหยุดในจังหวะที่เหมาะสม 

     ดังนั้น อย่าปล่อยให้เงินจมเป็นกับดักเงียบที่คอยเซาะกร่อนผลประกอบการของ SME อย่างต่อเนื่อง การรู้ทันและบริหารเงินจมอย่างมีระบบ จะช่วยรักษากระแสเงินสด ลดความเสี่ยง และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเลือกเส้นทางที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในอนาคตได้  

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่

ท้าให้ลอง Kakeibo    สูตรลับออมเงินฉบับแม่บ้านญี่ปุ่นกว่า 100 ปี ช่วย SME จับต้นทุนแฝงให้อยู่หมัด!   

มารู้จัก Kakeibo สูตรลับออมเงินฉบับแม่บ้านญี่ปุ่น ที่ช่วยจับต้นทุนแฝงให้ SME แบบอยู่หมัดกันเถอะ!