Text: VaViz
ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน แถมราคาสินค้าพากันปรับตัวขึ้นจนต้นทุนเพิ่ม เจ้าของธุรกิจ SME ไม่น้อยจึงต้องเผชิญกับ “ภาระหนี้” ที่กดดันทั้งกระแสเงินสดและการเติบโตของธุรกิจ หลายคนจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการ “เร่งจ่าย” หรือ “ตัดค่าใช้จ่าย” แบบฉับพลัน แต่กลับพบว่ายิ่งทำแบบนั้น ธุรกิจก็ยิ่งตึงตัวมากขึ้น นั่นเพราะการปลดหนี้อย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “ระบบคิด” ที่ชัดเจนและมีวินัย ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพนั้นก็คือ หลักการ S.M.A.R.T
S.M.A.R.T คิด S.M.A.R.T ทำ
อย่างที่เรารู้กันว่า หลักการ S.M.A.R.T นั้นเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการตั้งเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรขนาดใหญ่ การบริหารทีมขาย การวางแผนการตลาด ไปจนถึงการพัฒนาตัวเอง
โดยหลักคิดนี้จะช่วยให้เป้าหมายที่ดูคลุมเครือกลายเป็นแผนงานที่ชัดเจนและลงมือทำได้จริง เพราะประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ Specific (ชัดเจน), Measurable (วัดผลได้), Achievable (ทำได้จริง), Relevant (สอดคล้อง), และ Time-bound (มีกรอบเวลา)
ดังนั้น การนำหลัก S.M.A.R.T มาใช้ จะช่วยสร้างกรอบการตั้งเป้าหมายที่ทำให้แผนงานมีความเป็นรูปธรรม วัดผลได้ และมีโอกาสสำเร็จสูง เมื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารหนี้ของ SME จะช่วยเปลี่ยน “ความเครียด” ที่เจ้าของมีให้กลายเป็น “แผนปฏิบัติการ” ที่เดินหน้าได้จริง
สร้าง 5 ลู่ทาง เป็นสะพานปลดหนี้ให้สำเร็จ
ต่อไปนี้คือ 5 ลู่ทางที่จะช่วย SME ให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเป็นระบบและไม่ต้องห่วงว่าจะเดินเกมผิดเหมือนที่เคยเป็นมาอีกต่อไป
S - Specific ความชัดเจนต้องยืนหนึ่ง เริ่มต้นที่ตัว S หรือ Specific (ความชัดเจน) ที่เจ้าของธุรกิจต้องนิยามให้ชัดว่า กำลังจะจัดการกับหนี้ก้อนไหน และต้องการลดลงเท่าไร เพราะการบอกแค่ว่า “อยากปลดหนี้” นั้นยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ควรระบุให้ชัดเจนไปเลยว่า เช่น ลดหนี้จาก 2 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท หรือปิดหนี้บัตรเครดิตธุรกิจภายในปีนี้ นั่นเพราะยิ่งเป้าหมายชัด การตัดสินใจทางการเงินจะยิ่งง่ายขึ้น เพราะรู้ว่ากำลังโฟกัสกับอะไรอยู่นั่นเอง
M - Measurable วัดผลได้เสมอ ไม่เลื่อนลอย ต่อกันที่ M หรือ Measurable (การวัดผลได้) ธุรกิจต้องสามารถติดตามความคืบหน้าได้แบบมีตัวเลขกำกับ เช่น กำหนดว่าจะจ่ายหนี้เดือนละเท่าไร หรือลดหนี้ลงกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ซึ่งการมีตัวชี้วัดเหล่านี้จะช่วยให้รู้ทันทีว่าแผนที่วางไว้ “ได้ผล” หรือ “ต้องปรับ” นอกจากนี้ การทำงบกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพรวมและป้องกันไม่ให้ธุรกิจสะดุดจากการขาดสภาพคล่อง
A - Achievable ตั้งเป้าให้เป็นไปได้ ถัดมาคือ A หรือ Achievable (ความเป็นไปได้) หลายธุรกิจล้มเหลวในการปลดหนี้ เพราะตั้งเป้าหมายที่เกินกำลัง เช่น พยายามจ่ายหนี้จำนวนมากทั้งที่กำไรยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้องไปกู้เพิ่มหรือขาดเงินหมุนเวียนในที่สุด เป้าหมายที่ดีจึงควรสอดคล้องกับศักยภาพจริงของธุรกิจ หากกำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 บาทต่อเดือน การตั้งเป้าจ่ายหนี้อยู่ที่ 50,000 –60,000 บาท อาจเป็นระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกันควรมองหาวิธีอื่นๆ เข้ามาสนับสนุน เช่น การลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น หรือการเพิ่มรายได้จากสินค้าหรือบริการที่มีอัตรากำไรสูง
R - Relevant อย่าวางแผนที่ทำลายตัวเอง ในส่วนของ R หรือ Relevant (ความสอดคล้อง) นั้น ต้องบอกว่าแผนปลดหนี้ที่ดีนั้นต้องไม่ทำลายโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ เพราะหลายครั้งเจ้าของกิจการมักตัดสินใจนำเงินทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จนไม่เหลือเงินลงทุน ทำให้ยอดขายหยุดนิ่งหรือถดถอย ซึ่งในระยะยาวอาจยิ่งทำให้การปลดหนี้ยากขึ้น ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการสร้างสมดุล เช่น แบ่งกำไรส่วนหนึ่งไปจ่ายหนี้ และอีกส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาธุรกิจ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและช่วยเร่งการปลดหนี้ในอนาคต
T - Time-bound มีกรอบเวลา + เส้นตาย สุดท้ายคือ T หรือ Time-bound (กรอบเวลา) ว่าด้วยเรื่องของการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยสร้างวินัยและแรงผลักดันให้กับตัวผู้ประกอบการได้ เช่น ตั้งเป้าว่าจะปลดหนี้ 2 ล้านบาทภายใน 18 – 24 เดือน หรือจะเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงให้หมดภายใน 6 เดือน ดังนั้น การมี “เส้นตาย” จะทำให้ทุกการตัดสินใจมีทิศทาง และช่วยลดการผัดวันประกันพรุ่งให้หมดไปได้
ฉะนั้น เมื่อรวมทั้ง 5 องค์ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้เจ้าของ SME ได้แผนปลดหนี้ที่ทั้งชัดเจน วัดผลได้ และเหมาะสมกับสถานการณ์จริง เช่น อาจตั้งเป้าลดหนี้จาก 2 ล้านบาท โดยจ่ายเดือนละ 120,000 บาท ภายใน 18 เดือน พร้อมกับลดต้นทุนลง 20% และยังคงรักษาเงินหมุนเวียน เพื่อขยายยอดขาย ซึ่งแผนลักษณะนี้ไม่เพียงจะช่วยลดภาระหนี้ แต่ยังรักษาความแข็งแรงของธุรกิจไปพร้อมกันได้ด้วย
ทั้งนี้ นอกจากการใช้หลัก S.M.A.R.T แล้ว ยังมีเทคนิคที่สามารถช่วยเสริมให้การปลดหนี้ของ SME มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเลือกชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อลดต้นทุนระยะยาว หรือการปิดหนี้ก้อนเล็ก เพื่อสร้างกำลังใจในการเดินหน้าต่อ รวมถึงการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน ซึ่งอาจช่วยลดภาระดอกเบี้ยและยืดระยะเวลาการชำระให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การปลดหนี้ของ SME ไม่ใช่เรื่องของความพยายามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ซึ่งการนำหลัก S.M.A.R.T มาใช้ จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นเส้นทางอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด และเพิ่มโอกาสในการกลับมาสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี