ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

Text : Nitta Su.


     ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมธนาคารที่ทวีความเข้มข้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าระดับกลางถึงรายใหญ่ ธนาคารไทยเครดิต กลับเดินเกมธุรกิจในทิศทางที่แตกต่าง ด้วยการหันมาโฟกัสกลุ่มลูกค้า Micro SME และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งยังมีช่องว่างการเข้าถึงบริการทางการเงินอีกมาก จนปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่มีอยู่จำนวนมากถึง 80% 

     ล่าสุดธนาคารได้ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” ด้วยการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” เต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุนการแข่งขัน ขยายฐานลูกค้าหลักเพิ่มขึ้น และผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

ชูจุดยืนธนาคารเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย

      รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ากว่า 305,000 ราย โดยกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว 

     โดยมองจุดเด่นว่าแม้เศรษฐกิจจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่กลุ่ม Micro SME มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง และยังเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่ก็เชื่อมั่นว่ายังมีประชากรจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจากสถาบันการเงินได้ ซึ่งจากการประเมินมีสัดส่วนอยู่ราว 30% ของตลาด ที่ยังไม่ได้รับบริการ จึงถือเป็นเป้าหมายหลักของธนาคารในปีนี้ที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้น 

     “หากย้อนไปดูผลประกอบการปีที่ผ่านมาหรือเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จะเห็นได้ว่าจริงๆ ผู้ประกอบการในเซกเตอร์นี้ค่อนข้างจะคงที่ อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมบ้างเล็กน้อย แต่เป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด ดังนั้นการที่ธนาคารเน้นจับกลุ่ม Micro SME และผู้ประกอบการรายย่อยระดับรากหญ้า ซึ่งมีความเข้มแข็ง ประสิทธิภาพการดำเนินงานของธนาคารก็ยังคงจะดีอยู่ ซึ่งแม้กว่า 80% ลูกค้าหลักของเราจะอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เข้าถึงบริการด้านการเงินไม่ได้ ดังนั้นโอกาสในการเติบโตของเราในเซกเมนต์นี้ยังไปได้อีกไกลมาก”

     โดยในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ธนาคารสามารถทำกำไรสุทธิแตะ 4,016 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงถึง 16.3% ซึ่งถือว่าโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย ขณะที่สินเชื่อรวมอยู่ที่ 181,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% และยังสามารถรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ 7.7% แม้ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 4.2% ซึ่งในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อหลักในระดับเลขสองหลักหรือมากกว่า 11%

ใช้กลยุทธ์ลงพื้นที่จริง ใกล้ชิดลูกค้า

     ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่าจากการก่อตั้งมากว่า 19 ปี แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จนมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่เมื่อ 12-13 ปีที่ผ่านมา โดยหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อเป็นหลักและจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น 

     ธนาคารมุ่งการทำงานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด มีการลงพื้นที่พบกับลูกค้าจริง และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ตลอด เช่น ระบบข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์, การใช้แท็บเล็ตสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนามเก็บข้อมูลลูกค้า แผนที่ธุรกิจ ไปจนถึงระบบติดตามและบริหารพอร์ตลูกค้า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สาขา เพื่อนำเวลาไปดูแลธุรกิจได้อย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างไร ธนาคารก็มีสาขามากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้อย่างทั่วถึง 

ตั้งเป้าสู่ Digital Core Banking เต็มรูปแบบ

     จากการทำงานรูปแบบดังกล่าว ทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานค่อนข้างสูง จึงมีความพยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนตลอด  โดยตั้งแต่ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาธนาคารเริ่มลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้จึงต้องการตอกย้ำจุดยืนเร่งลงทุนดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ โดยการมุ่งเป้าเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งระบบใหม่จะใช้โครงสร้าง Cloud และ Data Architecture แบบใหม่ เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เอกสารรายงานที่เป็นกระดาษ

     โดยในปี 2569 ธนาคารเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “alpha SME” เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าธุรกิจรายย่อย และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Digital Core Banking ที่จะรองรับการเติบโตของธุรกรรมในอนาคต

     “ไดนามิคของเรา ตอนนี้ คือ เราต้องการที่จะพัฒนาเรื่องของ Cost ให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเราสามารถลดต้นทุนได้ ก็จะส่งต่อประโยชน์นี้กลับคืนสู่ลูกค้าได้มากขึ้น โดยการลงทุนสู่ดิจิทัล นี่คือ แผนระยะยาว ซึ่งสำคัญมาก เพราะอนาคตกำลังจะก้าวสู่โลกที่มีการแข่งขันที่สูงมากยิ่งขึ้น แม้ตอนนี้เราอาจจะเป็นธนาคารเล็กๆ แต่ใน 5-10 ปีข้างหน้า เรามองการเติบโตสู่การเป็นธนาคารที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน” รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา กล่าวทิ้งท้าย

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ทีทีบี เดินหน้าหนุน SME ไทย ดันสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” วงเงินสูง-ดอกเบี้ยพิเศษ เสริมสภาพคล่องธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ทีทีบี ตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการ SME เดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 333% ของมูลค่าหลักประกัน

เทคนิคการจัดการหนี้ บริหาร Clash Flow ให้ธุรกิจได้ไปต่อ ด้วย 5 หลักคิด S.M.A.R.T

บางครั้งหนี้อาจไม่ใช่ปัญหาของ SME แต่การไม่มีแผนต่างหากที่ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ หลายคนพยายามเร่งจ่ายหนี้ ลดต้นทุน แต่สุดท้ายกลับยิ่งตึง เพราะขาดระบบคิดที่ชัดเจน ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าลองวิธีใหม่ด้วยการใช้หลักคิดสุดคลาสสิกอย่าง S.M.A.R.T

7-Day Delay เทคนิคชะลอการซื้อ 7 วัน ช่วยธุรกิจตัดสินใจทางการเงินแบบมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์จนเสี่ยงเจ๊ง     

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ทุกการตัดสินใจคือ “เงินสด” ที่มีค่า ดังนั้น จะดีกว่ามั้ย ถ้าลองใช้เทคนิค 7-Day Delay ชะลอการตัดสินใจ 7 วันก่อนซื้อของที่ไม่เร่งด่วน ให้เวลาตัวเองได้คิด ทบทวนความจำเป็น และดูตัวเลขกระแสเงินสดให้ชัดเจนก่อนเสมอ