จากสงครามสู่ชั้นวางสินค้า  โลกผันผวนแบบนี้ ควรสต็อกเพิ่มไหม?

Text : Sir.nim

     “วันนี้ควรสต็อกของเพิ่มไหม?”

     คำถามเดิมที่เคยตอบไม่ยาก กำลังซับซ้อนขึ้นในวันที่ต้นทุนผันผวน และซัพพลายเออร์เริ่มส่งสัญญาณว่า “ของล็อตหน้าราคาอาจขึ้น 15%”

     การตัดสินใจจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “จำนวนสินค้า” อีกต่อไป แต่คือ การเลือกว่าจะวาง “เงิน” ไว้ตรงไหน ระหว่างในรูปของ “สินค้า” หรือ “เงินสด”

     แม้สถานการณ์ตึงเครียดระดับโลกอย่างความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะดูไกลตัว แต่แรงกระเพื่อมของมันกำลังค่อยๆ ใกล้เข้ามา ผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มผันผวน 

     สิ่งที่ SME ต้องรับมือจึงไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือ ความไม่แน่นอนที่วางแผนไม่ได้ และในโลกแบบนี้ การตัดสินใจเล็กๆ อย่าง “ควรสต็อกสินค้าเพิ่มหรือไม่” อาจกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีต้นทุนสูงกว่าที่เคยมีมา

สต็อกสินค้าไม่ใช่แค่ของในโกดัง แต่คือ “เงินสดที่ยังไม่กลับมา”

    ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ประกอบการธุรกิจยังแยกเรื่อง “สต็อกสินค้า” กับ “การเงิน” ออกจากกัน โดยมองสต็อกเป็นเรื่องของจำนวนสินค้า โกดัง และโลจิสติกส์ และมองการเงินเป็นเรื่องของกำไรและบัญชี 

     แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองเรื่องนี้ผูกกันแน่นกว่าที่คิด ทุกครั้งที่คุณสั่งของเพิ่ม เท่ากับว่าคุณกำลังเอาเงินสดไปพักไว้ในรูปของสินค้า โดยเงินก้อนนั้นจะไม่สามารถหมุนกลับมาใช้ได้ จนกว่าสินค้าจะถูกขายออกไป แถมระหว่างทางยังมีต้นทุนแฝงซ่อนอยู่ ค่าเช่า, การจัดเก็บดูแลรักษา, การบริหารจัดการต่างๆ

     การมีของในสต็อกอาจทำให้ธุรกิจรู้สึกอุ่นใจ ไม่ต้องกลัวของขาด ไม่ต้องพลาดยอดขาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือ การแลกกับความเสี่ยงทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จมอยู่ในสินค้า, การเสียโอกาสไปลงทุนด้านอื่น ไปจนถึงการลดราคา เพราะกลัวขายไม่ออก จนทำให้กำไรหายไป สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะปลอดภัย มีสินค้าพร้อมขายตลอดเวลา อาจกำลังสร้างความเปราะบางในฝั่งการเงินได้โดยไม่รู้ตัว 

“ของต้องมีพร้อม” กับ “เงินต้องเหลือ” เลือกแบบไหนดีกว่า

     ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ควรสต็อกหรือไม่?” แต่คือคุณยอมรับความเสี่ยงแบบไหนได้มากกว่า ลองชั่งน้ำหนักกันดูก่อน ระหว่างสต็อกเพิ่ม กับยังไม่สต็อก

  • สต็อกเพิ่ม
    - ได้ของแน่นอน ล็อกต้นทุนได้บางส่วน
    - แต่อาจแลกกับเงินสดที่หายไป และความเสี่ยงขายไม่ออก 

 

  • ไม่สต็อก
    - เงินยังอยู่ มีความยืดหยุ่น
    - แต่เสี่ยงของขาด และต้นทุนพุ่งในอนาคต 

 

3 คำถามง่ายๆ คิดเรื่องสต็อกให้แม่นขึ้น

     แทนที่จะคิดแบบ สต็อกดี หรือ ไม่สต็อกดี ลองคิดจาก 3 คำถามนี้

1) ถ้าสินค้านี้ขาด คุณจะเจ็บตัวแค่ไหน?

  • จะเสียลูกค้าถาวรไหม?  

 

  • มีของอื่นทดแทนได้หรือไม่? 

 

  • ลูกค้าจะรอได้ไหม? 

 

สรุปผลลัพธ์

     1.ถ้าเจ็บตัวมาก เพราะเป็นสินค้าขายดี เป็นสินค้าหลักของแบรนด์ – ควรต้องมีสต็อกไว้ตลอดเวลา

     2.ถ้าเจ็บระดับกลาง ไม่กระทบต่อความต้องการของลูกค้ามาก – ควรสต็อกระดับพอประมาณ ให้มีติดไว้

     3.ถ้าเจ็บน้อย ไม่ใช่สินค้าตัวหลัก ลูกค้าไม่ได้นิยมซื้อถี่ – ไม่จำเป็นต้องสต็อกเยอะ ใกล้หมดค่อยเติมก็ได้

Tip : อย่าเอาเงินไปจมกับการสต็อกสินค้าทุกตัวเท่ากัน

2) เงินสดของคุณตึงแค่ไหน?

  • ถ้าเอาเงินไปสต็อกเพิ่ม จะกระทบเงินหมุนเวียนไหม? 

 

  • คุณมีเงินสำรองกี่เดือน? 

 

สรุปผลลัพธ์

     1.ถ้ารู้สึกตึงมากไป ชะลอการสต็อกไว้ก่อน รอดูลาดเลาสถานการณ์, หมั่นตรวจเช็คสต็อกอย่างละเอียดสม่ำเสมอ

     2.ถ้ายังพอรับได้ ให้เลือกสต็อกเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ขายดี

     3.ถ้าการเงินยังแข็งแรง สามารถสต็อกสินค้าขายดี จำเป็นได้มากขึ้น

Tip : สต็อก คือ การเอาเงินสดไปแลกความสบายใจ แต่ถ้าเงินสดคุณสำคัญกว่า อย่าแลก

3) ความผันผวนของสินค้านี้สูงแค่ไหน?

  • สินค้านี้ผูกขาดกับน้ำมันไหม? 

 

  • ต้องนำเข้า เสี่ยงกับการผันผวนของค่าเงินไหม 

 

  • จะขาดตลาดไหม? 

 

สรุปผลลัพธ์

     1.ถ้าผันผวนมาก หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยตรง การสต็อก คือ สิ่งจำเป็น และควรกระจายความเสี่ยงด้วย เช่น ไม่ใช้ซัพพลายเออร์เจ้าเดียว

     2.ถ้าไม่ได้กระทบมาก คุณควรเลือกสต็อกแบบระวัง ให้พอมีไว้เพื่อความปลอดภัย ของไม่ขาด แต่ไม่มากไป

     3.ถ้าแทบไม่มีผลกระทบเลย คุณควรจะนิ่งๆ รอดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่ต้องรีบที่จะลงทุนเพิ่ม 

สรุปแง่คิด

     1) จำไว้ง่ายๆ ว่า

     สต็อกมาก = “ของสำคัญ + เงินไม่ตึง + โลกไม่น่าไว้ใจ” 

     สต็อกน้อย = “มีของทดแทนได้ + เงินสำคัญ + โลกยังพอคาดเดาได้”

     2) ไม่จำเป็นต้องเลือกแค่ระหว่าง สต็อก กับ ไม่สต็อก แต่ลองขยับปกติสต็อกล่วงหน้า 1 เดือน ให้เพิ่มเป็น 1.5 เดือน ไม่ใช่กระโดดไป 3 เดือนเลย 

     3) คุยกับซัพพลายเออร์ให้มากขึ้น เพื่อเช็คสถานการณ์ตลอดเวลา โดยไม่คิดไปเอง

     สุดท้ายแล้ว คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การเลือกสุดทางระหว่าง “สต็อกเพิ่ม” หรือ “เก็บเงินสด” แต่คือ การหาสมดุลที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง เช่น การทยอยสั่งสินค้าเป็นรอบเล็กลง การกระจายซัพพลายเออร์เพื่อลดความเสี่ยง หรือการติดตามต้นทุนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะในโลกที่ผันผวน คนที่อยู่รอดได้ อาจไม่ใช่คนที่ตุนของมากที่สุด แต่ คือ คนที่บริหารเงินและความเสี่ยงได้ดีที่สุด

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ทีทีบี เดินหน้าหนุน SME ไทย ดันสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” วงเงินสูง-ดอกเบี้ยพิเศษ เสริมสภาพคล่องธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ทีทีบี ตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการ SME เดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 333% ของมูลค่าหลักประกัน

เทคนิคการจัดการหนี้ บริหาร Clash Flow ให้ธุรกิจได้ไปต่อ ด้วย 5 หลักคิด S.M.A.R.T

บางครั้งหนี้อาจไม่ใช่ปัญหาของ SME แต่การไม่มีแผนต่างหากที่ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ หลายคนพยายามเร่งจ่ายหนี้ ลดต้นทุน แต่สุดท้ายกลับยิ่งตึง เพราะขาดระบบคิดที่ชัดเจน ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าลองวิธีใหม่ด้วยการใช้หลักคิดสุดคลาสสิกอย่าง S.M.A.R.T

7-Day Delay เทคนิคชะลอการซื้อ 7 วัน ช่วยธุรกิจตัดสินใจทางการเงินแบบมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์จนเสี่ยงเจ๊ง     

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ทุกการตัดสินใจคือ “เงินสด” ที่มีค่า ดังนั้น จะดีกว่ามั้ย ถ้าลองใช้เทคนิค 7-Day Delay ชะลอการตัดสินใจ 7 วันก่อนซื้อของที่ไม่เร่งด่วน ให้เวลาตัวเองได้คิด ทบทวนความจำเป็น และดูตัวเลขกระแสเงินสดให้ชัดเจนก่อนเสมอ