Cashless Society เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก

Text : กองบรรณาธิการ




     

    วันนี้สังคมโลกเริ่มตื่นตัวรับกระแสของการเป็น “สังคมไร้เงินสด” หรือ Cashless Society มากขึ้นเรื่อยๆ  สำหรับไทย ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังตื่นตัวและกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะปูทางให้คนไทยใช้ชีวิตในรูปแบบของเงินดิจิทัล จากแผนยุทธศาสตร์ National E-payment ของรัฐบาล เพื่อที่จะปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารในประเทศ และพร้อมผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวนั้น 


     พร้อมเพย์ (PromptPay) คือ หนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ National E-payment ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่จะมาสร้างประสบการณ์ใหม่ในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการเปิดตัวบริการพร้อมเพย์ ทั้งสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ด้วยบริการของพร้อมเพย์ที่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลในอัตราที่ถูกลงมาก จนถึงไม่มีค่าบริการเลย เมื่อเทียบกับค่าบริการการโอนของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน เชื่อว่าจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมานิยมการชําระเงิน/โอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ที่ต้องการลดการใช้เงินสดในระบบการเงินไทย

 
     ขณะที่พร้อมเพย์นิติบุคคล  ได้เริ่มเปิดให้นิติบุคคลลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์และให้บริการโอนเงินได้ทันที ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เชื่อว่าจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มให้มีการใช้ใบกำกับภาษี (e-Tex Invoice) ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการเรื่องภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอีกด้วย


แนะธุรกิจปรับตัวตาม ลดต้นทุน-เพิ่มโอกาส
    

     จากแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment นี้ ในมุมมองของ ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด และนายกสมาคม Thailand e-Payment Associate (TEPA) บอกไว้ว่า จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อประชาชนสามารถลดต้นทุนการพกพาเงินสดและหันมาใช้การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคธนาคารจะสามารถประหยัดต้นทุน 3 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การบริหารจัดการเงินสดและเช็ค และต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินสดที่เก็บไว้ในศูนย์จัดการเงินสด เช่นเดียวกับภาคธุรกิจรวมถึงร้านค้าทั่วไปสามารถจะประหยัดต้นทุนได้ 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดต้นทุนการบริหารจัดเก็บเงินสดและเช็ค และการพิมพ์หรือจัดส่งเอกสารใบกำกับภาษี รวมแล้วจะสามารถลดต้นทุนภาคส่วนต่างๆ ได้ราว 1.5 แสนล้านบาท


     นับว่าเป็นตัวเลขมหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากต้นทุนที่จะลดลงจากการลดใช้เงินสด พร้อมแนะ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ด้วยการรับชำระเงินผ่านช่องทาง e-Payment ซึ่งการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อและชำระเงินได้เร็ว จะนำมาซึ่งวงจรธุรกิจที่หมุนเร็วขึ้นด้วย ทำให้ต้นทุนการบริหารสต็อกสินค้าลดลง และยังส่งผลไปยังราคาที่สามารถปรับลดลงได้ 


2 เทรนด์การเงินมาแรง หนุน Cashless Society


    ปัจจุบันจะเห็นได้ว่านวัตกรรมทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามการเติบโตของเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเข้าถึงโลกของดิจิทัล และการที่วันนี้เรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด จะเห็นได้ว่า 2 แรงหนุนสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยเร่งความเร็วเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย นั่นก็คือ  e-Wallet และ Fin Tech 


    e-Wallet กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์

     เทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ e-Wallet  ซึ่งหมายถึงระบบการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชัน หรือโซลูชั่นด้วยบัตรเครดิตหรือเงินสด โดยไม่ต้องติดต่อธนาคารโดยตรงก็ได้ แต่ผู้พัฒนาแอพฯ หรือระบบจะเป็นตัวกลางในการติดต่อและเชื่อมต่อระบบให้กับร้านค้าเมื่อมีการอนุมัติให้ใช้บริการ สำหรับโอกาสของ e-Wallet ในไทยนั้น ด้วยจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีมากถึง 47 ล้านคน และเทคโนโลยี 4G ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป คือนิยมพกเงินสดน้อยลง รวมถึงมีความต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ หรือซื้อแอพพลิเคชั่นบนแอพสโตร์และกูเกิลเพลย์ แต่ไม่มีบัตรเครดิต หรือไม่อยากผูกบัญชีกับบัตรเครดิต สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแสของ e-Wallet มาแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 


     Fin Tech พลิกโฉมวงการการเงิน

    เมื่อปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรมาแรงไปกว่า Fin Tech กลายเป็นสิ่งที่หลายๆ คนพูดถึง โดยเฉพาะในวงการธนาคาร ที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการมาของ Fin Tech เนื่องด้วยบทบาทของ Fin Tech นั้น สามารถกระจายครอบคลุมไปในผลิตภัณฑ์และบริการหลักของสถาบันการเงิน ทั้งในด้านธุรกรรมที่เกี่ยวกับการชำระเงิน/โอนเงิน (Payment/ Transfers) ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคล (Personal Financing) และธุรกรรมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อและเงินทุน (Lending & Financing) หรือแม้กระทั่งประกันชีวิต/ประกันภัย (Insurance) จึงกลายเป็นโอกาสใหญ่ที่ผู้บริโภคจะหันมาใช้ Fin Tech เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีพฤติกรรมชอบทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวได้ค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี


     แน่นอนว่าการเติบโตของ e-Wallet และ Fin Tech ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมเป็นแรงหนุนอย่างดีที่จะทำให้คนไทยเริ่มคุ้นเคยและใช้ชีวิตในแบบไร้เงินสดได้


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี


 

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ