ลงทุนหุ้นป้ายแดงอย่างไร ไม่ให้เจ็บตัว


                 
            กระแสการนำกิจการเข้าจดทะเบียนในหุ้นกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับปี 2556 นี้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อต้องการระดมทุนหรือตุนกระสุนเพื่อรองรับการขยายงานและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) หรือ AEC ในปี 2558

             หุ้นจอง หรือ หุ้นไอพีโอ ก็คือหุ้นเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมี 2 ตลาด คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ขณะที่มีการเรียกหุ้นจองกันแบบสนุกๆ หรือเรียกกันเล่นๆ ว่า “หุ้นป้ายแดง”

             หุ้นใหม่ป้ายแดง ที่เปิดขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หลายครั้งก็สร้างความดีใจให้กับนักลงทุน เพราะจองซื้อแล้วขายได้กำไร แต่บางครั้งก็ทำนักลงทุนผิดหวังกับราคาหลังเข้าตลาดที่ปรับตัวลงตํ่ากว่าราคาจองซื้ออย่างไม่คาดฝัน จนทำให้มีการตั้งคำถามแบบงงงวยว่า หุ้นจองตัวนี้ตัวนั้นตั้งราคาขายแพงเกินไปหรือเปล่า

          จะว่าไปแล้วหุ้นป้ายแดงไม่ใช่ของวิเศษที่ใครจองซื้อมาแล้วจะได้กำไรเสมอไป แต่ก็ไม่ใช่วายร้ายที่จะมาแย่งชิงเงินในกระเป๋าเราเช่นกัน  แต่ความจริงแล้วหุ้นไอพีโอก็เป็นเหมือนเพื่อนใหม่ที่เราควรทำความรู้จักจนแน่ใจ ก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนไปด้วยกัน ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นใหม่ป้ายแดงสักตัว เราควรเรียนรู้วิธีคบเพื่อนใหม่ ว่าจะลงทุนกับหุ้นใหม่ป้ายแดงอย่างไร ไม่ให้เจ็บตัว

         คำแนะนำจาก สุรีรัตน์ สุรเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับตลาดทุน  แนะนำว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกที่นักลงทุนต้องดู คือ การทำความรู้จักบริษัท เข้าใจธุรกิจ โดยควรศึกษาข้อมูลบริษัทผู้ออกหุ้นไอพีโอก่อนว่าทำกิจการอะไร ใครเป็นผู้บริหาร และภาพรวมของอุตสาหกรรมว่ามีโอกาสหรือความเสี่ยงอย่างไร

         ขั้นตอนต่อมาที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เงินลงทุนของเรา คือ การให้ความสนใจงบการเงินของบริษัท เพราะไม่มีอะไรที่จะสะท้อนฐานะทางการเงินและผลประกอบการในอดีตของบริษัทได้ดีไปกว่างบการเงิน โดยหากมองย้อนหลังกลับไปแล้วบริษัทไหนที่มีผลกำไรสมํ่าเสมอก็น่าจะสบายใจได้มากกว่าบริษัทที่มีกำไรวูบขึ้นวูบลง

           เมื่อทำความรู้จักบริษัทและประทับใจผลการดำเนินงานแล้ว ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นก็ควรดูก่อนว่า ราคาหุ้นไอพีโอตัวนี้แพงเกินไปหรือไม่ โดยดูได้จากอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น หรือพี/อี เรโช  ซึ่งคำนวณจาก “ราคาเสนอขาย” หารด้วย “กำไรสุทธิต่อหุ้นของปีล่าสุด” ซึ่งสะท้อนว่าผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น

         หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บริษัทนี้จะใช้เวลากี่ปีจึงจะทำกำไรได้เท่ากับเงินทั้งหมดที่ผู้ลงทุนจ่ายเพื่อซื้อหุ้น ดังนั้น หุ้นที่มีพี/อี ต่ำ ย่อมถูกกว่าหุ้นที่มีพี/อี สูง

          ข้อมูลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ลงทุนควรทราบ คือ การเสนอขายหุ้นไอพีโอนี้มีส่วนของเจ้าของเดิมร่วมขายอยู่ด้วยหรือเปล่า และเป็นสัดส่วนที่สูงหรือไม่ หรือเป็นการออกหุ้นใหม่ทั้งหมด หากเป็นกรณีที่เจ้าของเดิมร่วมขายในสัดส่วนที่สูงมาก อาจทำให้ต้องกลับมาคิดว่าหุ้นไอพีโอตัวนี้มีราคาแพงเกินไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับพี/อี ของบริษัทอื่นในอุตสาห กรรมเดียวกันที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

          ท้ายสุดก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นไอพีโอ อย่าลืมให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์การระดมทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณก่อนการลงทุน เพราะหากบริษัทระดมเงินเพื่อนำไปใช้ชำระหนี้ ก็จะมีผลให้บริษัทลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ แต่หากนำไปใช้เพื่อการลงทุนซื้อเครื่องจักร ขยายโรงงาน หรือการขยายตลาดใหม่ ก็น่าจะให้สัญญาณที่สดใสกว่าในระยะยาว เพราะแสดงถึงโอกาสในการเพิ่มยอดขาย สร้างรายได้ในอนาคต


           อีกหนึ่งมุมมองและคำแนะนำที่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนสำหรับการลงทุนในหุ้นไอพีโอ โดย ธันวา เลาห
ศิริวงศ์ ชายวัย 47 ปี ที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เพื่อมาเล่นหุ้นเป็นอาชีพ กล่าวว่า หากไม่นับเรื่องคุณภาพของกิจการแล้ว เป็นการยากที่จะสรุปว่า ราคาซื้อ-ขายวันแรกของหุ้นไอพีโอจะสูงหรือต่ำกว่าราคาเสนอขายด้วยปัจจัยและแรงจูงใจต่างๆ  

         ดังนั้น ต้องศึกษารายละเอียดตามหนังสือชี้ชวนอย่างดี ยิ่งได้รับจัดสรรในปริมาณที่มีนัยสำคัญ ยิ่งต้องศึกษาเป็นพิเศษทั้งด้านคุณภาพและราคาเช่นเดียวกับการซื้อเพื่อลงทุนในระยะยาวทั่วไป โดยต้องนึกไว้เสมอว่า หุ้นไอพีโอนั้นไม่มีประวัติและผลงานที่เปิดเผยมากนัก การเสนอขายส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาที่ดีของกิจการ และต้องไม่ลืมว่า การทำไอพีโอนั้นเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการลดสัดส่วนถือครองของผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้บริหาร


 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่