​เปิด 7 วิธีเซฟเงินสุดครีเอทีฟสำหรับ SME





Cr : unsplash

            
     เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะการทำธุรกิจที่เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ หลายธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนักเพราะหมุนเงินไม่ทัน ผู้ประกอบการมือใหม่บางคนยังไม่รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ ต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเองดีไหม ต้องแบ่งเงินในการใช้จ่ายอย่างไร แถมไปๆ มาๆ ยังกลายเป็นทำธุรกิจเข้าเนื้อมีแต่รายจ่ายเต็มไปหมด เห็นอย่างนี้แล้วการเซฟเงินในการทำธุรกิจ เพื่อจะได้มีเงินเอาไปต่อยอดมาขึ้น จึงสำคัญไม่แพ้การหาเงินเลยทีเดียว
 
 
1.เลือก Supplier ที่คุ้มค่า
 
     ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย คุณไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับ Supplier ที่ราคาแพงหูฉี่ หรือคนที่เอาเปรียบคุณตลอดเวลา ลองมองหา Supplier ที่จริงใจ ราคาเป็นมิตร มีออฟชั่นเสริม เช่น ส่งของฟรี มีโปรโมชั่น ยิ่งสั่งเยอะยิ่งถูกลง ที่สำคัญต้องเลือกคนที่ทำงานด้วยแล้วสบายใจ จะทำให้คุณสามารถเซฟเงินได้อีกเยอะเลยล่ะ
 
 
2.หมดยุคการทำงานแบบเดิม
 
     คุณรู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายกระจุกกระจิกในออฟฟิศ นับเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่คุณต้องจ่ายต่อเดือนมากเท่าไหร่ ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ ต่างๆ นานา ในยุคที่ทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ลองลดวันทำงานของพนักงานลงเหลือแค่ 4 วัน แล้วอีก 1 วันให้ทำงานที่บ้าน คุณจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปได้เยอะเลยทีเดียว ที่สำคัญพนักงานยังแฮปปี้ ไม่ต้องเผชิญรถติดแบบเดิมๆ อีกแล้ว
 
 
3.สร้างออฟฟิศใน Co-working Space
 
     เดี๋ยวนี้ค่าเช่าออฟฟิศนั้นราคาแพ๊งแพง ยิ่งถ้าอยู่ในย่านทำเลทองแล้วด้วย ยิ่งแพงเข้าไปใหญ่ การเช่าออฟฟิศเลยกลายเป็นค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆ ของผู้ประกอบการ แต่หากคุณลองเปลี่ยนมาเช่าออฟฟิศใน Co-working Space ดูล่ะ ในตอนนี้มี Co-working Space เกิดใหม่มากมาย และหลายที่ก็เปิดให้เช่าแบบระยะยาว มีให้เลือกตั้งแต่ออฟฟิศที่คนน้อยไปจนถึงหลายสิบคน แล้วแต่ Co-working นั้นๆ
 

4.อย่าเมินเด็กฝึกงาน
 
     หลายคนอาจมองว่าเด็กฝึกงานรับมาแล้วอาจจะทำอะไรให้คุณไม่ได้มาก แถมยังต้องเสียเวลาสอนงานอีกต่างหาก แต่แท้ที่จริงแล้วเด็กฝึกงานนั้นอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คุณคิด โดยคุณอาจจะหาพนักงานพี่เลี้ยงสักคนในตำแหน่งที่ต้องการจะปั้นเด็กฝึกงานนั้นๆ แล้วให้เขาลองทำงานดู คุณอาจจะได้พนักงานฝีมือดีโดยที่เสียเงินจ้างเด็กฝึกงานในราคาไม่แพง เมื่อฝึกงานจบก็รับเข้าทำงานต่อได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเทรนงานอีกรอบ
 



 
5.จับมือกับพาร์ทเนอร์ทำการตลาด
 
     มาถึงยุคที่ใครๆ ต่างก็จับมือกันสร้างสีสันทางการตลาดหรือที่เราเรียกว่า Collaboration โดยคุณอาจจะมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีแนวทางร่วมกันกับคุณ มีวิธีคิดคล้ายๆ คุณและอยากที่จะสร้างผลลัพธ์ให้ออกมาแบบเดียวกันแล้วก็ Collaboration กันเสียเลย วิธีนี้จะช่วยให้คุณหารค่า Marketing ไปได้ครึ่งหนึ่งแถมยังสร้างผลลัพธ์ได้แบบเท่าตัวอีกด้วย คุ้มค่าสุดๆ
 
 
6.จ้าง Outsource บ้างก็ได้
 
     ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องจ้างพนักงานทุกคนในออฟฟิศ ทุกตำแหน่งเป็นพนักงานประจำเสียหมด ในบางตำแหน่งหรือบางงานในออฟฟิศก็สามารถจ้าง Outsource ให้ทำแทนคุณได้ ข้อดีคือคุณไม่ต้องแบกรับเงินเดือนของพนักงานทุกคนในทุกเดือน หากงานช่วงไหนเยอะอาจจะจ้างคนมาช่วยเพิ่ม ส่วนงานที่ให้คนอื่นทำได้ก็จ้างคนอื่นทำ เช่น งานด้านไอที ไปจนถึงแม่บ้านเองก็สามารถ Outsource ได้เช่นกัน
 
 
7.Go green, save more
 
     การรณรงค์เรื่องประหยัดพลังงานก็สามารถช่วยคุณเซฟเงินแถมยังกลายเป็นออฟฟิศสีเขียวได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ปิดแอร์ช่วงพักเที่ยง นำกระดาษที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำหน้าที่ 2 ลดการพิมพ์ข้อมูลที่ไม่จำเป็น ส่งงานผ่านออนไลน์งดใช้กระดาษ ปลูกต้นไม้ในออฟฟิศเพิ่มความสดชื่น จัดที่นั่งทำงานในสวนลดการใช้แอร์ในออฟฟิศ ใช้แสงธรรมชาติในการทำงานแทนการเปิดไฟ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องร่วมใจกันทั้งออฟฟิศ
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร