รู้จัก “แดน ไพรซ์” ซีอีโอในฝัน ผู้เสียสละรายได้ก้อนโตเพื่อรับเงินเดือนเท่าพนักงาน

TEXT: วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

 

      แดน ไพรซ์ ผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต และซีอีโอบริษัทกราวิตี้ เพย์เมนต์ (Gravity Payments) ในรัฐวอชิงตันผู้ให้บริการทางการเงินและการประมวลผลบัตรเครดิตออนไลน์อาจเป็นแค่ผู้บริหารทั่วไปหากไม่ใช่เพราะเขาจับพลัดจับผลูได้พูดคุยกับพนักงานในบริษัท เพราะคำพูดของพนักงานคนนั้นทำให้เขาฉุกใจคิด และตัดสินใจลงมือทำบางอย่างจนกลายเป็นข่าวบนสื่อต่าง ๆ

     แดน ไพรซ์ร่วมกับลูคัส ผู้เป็นพี่ชายก่อตั้งกราวิตี้ เพย์เมนต์เมื่อปี 2004 ในขณะที่เขายังเป็นวัยรุ่น ธุรกิจเติบโตด้วยดีเรื่อยมาเนื่องจากการให้บริการดีในราคาไม่แพง กระทั่งวันหนึ่งในปี 2011 แดนได้มีโอกาสพูดคุยกับเจสัน เฮลีย์ พนักงานทั่วไปของบริษัทกำลังพักสูบบุหรี่ด้วยหน้าตาที่ไม่สบอารมณ์ แดนจึงเข้าไปไถ่ถามว่ามีปัญหาอะไร

     เจสันโพล่งออกไป ”คุณเป็นผู้บริหารที่เอาเปรียบพนักงาน” ทำให้แดนรู้สึกช้อค เจสันซึ่งรับรายได้ปีละ 34,000 ดอลลาร์มีความสามารถและทำงานหนักแต่ได้รับค่าจ้างแค่ตามมาตรฐานตลาด ผลคือรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ต้องหางานพิเศษทำ ไม่เฉพาะเจสันที่ตกอยู่ในสภาพนี้ พนักงานคนอื่นที่ได้ค่าแรงน้อยก็เช่นกัน แดนตกใจและรู้สึกแย่มาก เขาเก็บเรื่องนี้ไปทบทวนหลายวัน ก่อนตัดสินใจขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน 20 เปอร์เซนต์ต่อเนื่องหลายปี

      จนในปี 2015 แดนเคลื่อนไหวครั้งใหม่ด้วยการประกาศต่อหน้าสื่อได้แก่ เอ็นบีซีนิวส์ และนิวยอร์กไทม์ว่าพนักงานทั้งหมด 130 คนรวมถึงเขาจะได้รับรายได้ขั้นต่ำ 70,000 ดอลลาร์ต่อปีเท่ากัน โดยแดนยอมลดเงินเดือนตัวเองจากปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์ลงเหลือ 70,000 ดอลลลาร์ พร้อมกับขายบ้านหลังที่ 2 เพื่อนำรายได้มาทุ่มเทให้บริษัท

     การประกาศนี้กลายเป็นข่าวในโลกอินเทอร์เน็ต เหตุเพราะผลสำรวจของสถาบันนโยบายเศรษฐกิจพบว่าผู้บริหารระดับซีอีโอในสหรัฐฯ โดยทั่วไปได้รับเงินเดือนมากกว่าพนักงานตัวเอง 320 เท่า โดยเงินเดือนเฉลี่ย (สำรวจปี 2019) จะอยู่ที่ 21.3 ล้านดอลลาร์ การสวนกระแสของแดนจึงสร้างความฮือฮาในแวดวงธุรกิจจนกลายเป็นกรณีศึกษาของหลายสถาบันรวมถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขณะที่หลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเสี่ยงต่อการล้มละลาย และสื่อบางราย เช่น ฟอกซ์นิวส์ปรามาสพนักงานของแดนอาจต้องลงเอยด้วยการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ

     อย่างไรก็ตาม 6 ปีผ่านไป แดนกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งจากการรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของกราวิตี้ เพย์เมนต์ว่ารายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว จำนวนพนักงานที่ซื้อบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 10 เท่า พนักงานมีเงินออมมากขึ้น และหนี้สินลดลง บริษัทจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 200 คน พนักงานในบริษัทรวมถึงตัวเขายังรับเงินเดือน 70,000 ดอลลาร์ต่อปีเช่นเดิม แดนคิดว่าการที่ผลประกอบการบริษัทดีขึ้น สาเหตุใหญ่มาจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ความภักดีอย่างเหนียวแน่นของพนักงานที่มีต่อองค์กร เพราะตั้งแต่ปรับเงินเดือน อัตราการลาออกของพนักงานก็ลดลงครึ่งหนึ่ง แถมพนักงานยังทุ่มเทมากขึ้นให้กับการบริการลูกค้า

     ช่วงวิกฤติโควิด บริษัทได้รับผลกระทบ รายได้หายไปกว่าครึ่ง แดนทำใจแล้วว่าบริษัทต้องแย่แน่ ๆ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าพนักงานต่างสมัครใจยอมลดเงินเดือนชั่วคราว บางคนยอมให้ลดมากกว่า 60 เปอร์เซนต์ด้วยซ้ำ ความสามัคคีของพนักงานทำให้สถานการณ์คืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว และแดนก็ได้จ่ายคืนเงินเดือนที่ถูกหักแก่พนักงานทันที สิ่งที่ทำให้แดนปลื้มใจอย่างมากคือพนักงานพร้อมใจกันลงขันซื้อรถยนต์ให้เขาหนึ่งคันเพื่อตอบแทนการเสียสละของเขา 

      หลายคนคงอยากรู้จักซีอีโอสุดแนววัย 33 ปีคนนี้ที่ไว้ผมยาวประบ่าและมีหน้าตาละม้ายคล้ายแบรด พิตต์ นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง แดนเกิดในครอบครัวชนบทในรัฐไอดาโฮ เขามีพี่น้อง 5 คน พ่อกับแม่เป็นคริสศาสนิกชนที่เคร่งมาก แดนเคยเข้าแข่งขันท่องจำคัมภีร์ไบเบิ้ลตอนเรียนชั้นประถม 5 และ 6 และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ช่วงวัยรุ่น เคยร่วมวงดนตรีแนวคริสเตียนร็อคและประสบความสำเร็จระดับหนึ่งจนได้เดินสายแสดง ต่อมาวงถูกยุบ แดนซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 16 ปีได้เริ่มทำธุรกิจกับลูคัส พี่ชายที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย

     เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนต่อรองการหักค่าธรรมเนียมจากบริษัทที่ทำระบบบัตรเครดิตให้กับร้านค้า จนมีฐานลูกค้าในไอดาโฮจำนวนหนึ่ง แดนและพี่ชายก็ผันมาทำระบบประมวลผลบัตรเครดิตเองโดยย้ายไปเปิดบริษัทกราวิตี้ เพย์เมนต์ที่ซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน ทั้งคู่ถือหุ้นคนละ 50 เปอร์เซนต์ ระหว่างนั้น แดนก็เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยคริสเตียน ซีแอทเทิล แปซิฟิก

     หลังจากร่วมงานกันได้ไม่กี่ปีก็เกิดปัญหาเรื่องการทำงาน ทำให้ลูคัส พี่ชายถอนตัวจากบริษัท แดนใช้เงินเก็บทั้งหมด รูดบัตรเครดิต และกู้เงินกองทุนการศึกษามาทุ่มให้บริษัท นอกจากพัฒนาระบบเอง ยังลงทุนซื้อเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการบริการ ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปี 2014 บริษัททำรายได้ 150 ล้านดอลลาร์จากการทำธุรกรรมมูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์ของลูกค้า กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.2 ล้านดอลลาร์โดยครึ่งหนึ่งของผลกำไรตกเป็นเจ้าของบริษัท

     กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อมีพนักงานไม่พอใจค่าจ้างที่ได้รับจากบริษัท เบื้องต้น แดนตัดสินใจเพิ่มเงินเดือนให้พนักงาน ช่วงเวลา 3 ปี เขาใช้เงินอุดหนุนไปราว 1.8 ล้านดอลลาร์ ก่อนขยับมาทำโครงการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ 70,000 ดอลลาร์ต่อปีให้พนักงาน และรวมทั้งตัวเขาเองด้วย แดนรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เขาต้องรายงานความคืบหน้าของบริษัทให้ทราบทั่วกันเพื่อลดความสงสัย และหวังจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้นำองค์กรคนอื่นได้เจริญรอยตามเพราะเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนในทรัพยากรบุคคลนั้นมันเห็นผลจริง ๆ

ข้อมูล

https://people.com/human-interest/ceo-dan-price-says-companys-revenue-has-tripled-since-he-gave-employees-70000-minimum-salary/

 www.cbsnews.com/news/dan-price-gravity-payments-ceo-70000-employee-minimum-wage/

www.inc.com/magazine/201511/paul-keegan/does-more-pay-mean-more-growth.html

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่