ส่อง Virtual Bank จากกรณีศึกษาไต้หวัน สู่ธนาคารไร้สาขาในไทย

     เทคโนโลยีในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำธุรกรรมของผู้คน จากที่เคยต้องพึ่งพาธนาคารแบบมีสาขาในการฝาก ถอน โอน จ่าย ก็สามารถทำธุรกรรมเหล่านี้ได้ง่ายๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มสนับสนุนการจัดตั้ง ‘ธนาคารไร้สาขา’ หรือ ‘Virtual Bank’ ขึ้น เพื่อให้บริการทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก หนึ่งในนั้นคือ ไต้หวัน โดยธนาคารไร้สาขาจะมีลักษณะอย่างไร และประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนอะไรจากโมเดลนี้บ้าง มาศึกษาไปพร้อมกัน 

ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ข้อมูลสำคัญที่ทุกคนต้องรู้

    ธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank คือ สถาบันการเงินที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่หลากหลาย เช่น ข้อมูลการใช้จ่าย ข้อมูลจำนวนเงินฝาก ข้อมูลสินเชื่อ ฯลฯ มาใช้ประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า ตลอดจนพัฒนาบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ธนาคารรูปแบบนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2538 ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อว่า ‘Security First Network’ เพื่อพัฒนาช่องทางสำหรับการลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรม ผ่านรูปแบบการจัดตั้งที่หลากหลาย อาทิ การจัดตั้งบริษัทลูกแยกออกจากธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม การจัดตั้งบริษัทลูกของ Non-bank  หรือการร่วมหุ้นระหว่าง Non - Bank ด้วยกันเอง  

     สำหรับการทำงานของ Virtual Bank จะใกล้เคียงกับธนาคารรูปแบบเดิม ลูกค้ายังสามารถเปิดบัญชีเงินฝาก และทำเรื่องยื่นขอสินเชื่อได้ เพียงแต่จะต้องทำรายการผ่านระบบดิจิทัลทั้งกระบวนการ ไม่มีสมุดคู่ฝากเป็นเล่ม ไม่ต้องกรอกเอกสารเป็นฉบับ ส่วนผู้ที่ต้องการถอนเงินสดออกจากบัญชี Virtual Bank สามารถทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารอื่น ที่เป็นพันธมิตรรับฝาก/ถอนของ Virtual Bank นั้น ๆ ได้

     ปัจจุบัน ธนาคารไร้สาขาแพร่หลายแล้วในหลายประเทศ แต่อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียเรียกว่า Digital Bank เกาหลีและไต้หวันเรียกว่า Internet-only Bank และฮ่องกงเรียก Virtual Bank เป็นต้น

ส่องโมเดลธนาคารไร้สาขาของไต้หวัน กับ 3 เงื่อนไขสำคัญ

     ธนาคารไร้สาขาของไต้หวัน เปิดให้มีการจัดตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2564 ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่

     1. ต้องมีธนาคารหรือ Financial Holding Company เป็นผู้ถือหุ้นใน Virtual Bank ไม่น้อยกว่า 25% และสำหรับผู้ถือหุ้นไม่ใช่สถาบันการเงิน ต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 10%

     2. ไม่มีการจัดตั้งสาขาบนพื้นที่ทางกายภาพ ยกเว้นสำนักงานใหญ่หรือศูนย์ให้บริการลูกค้า

     3. เงินทุนขั้นต่ำในการจัดตั้งคือ 10,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 13 หมื่นล้านบาท

ผลลัพธ์ 5 ปี การมี Virtual Bank ไต้หวัน ยกระดับบริการการเงินที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล มาพร้อมความปลอดภัยขั้นสูง

    ภายหลังการจัดตั้ง Virtual Bank มาเป็นเวลา 5 ปี พบว่าบริการที่นิยมโดยทั่วไปยังคงเป็นการฝาก ถอน โอน จ่าย การใช้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และการแลกเปลี่ยนเงินตรา โดย 75% ของผู้ใช้งานคือกลุ่มนักศึกษา พนักงานบริษัท และผู้ที่ทำงานในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ที่มีอายุระหว่าง 20 – 39 ปีและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ส่วนมาตรการด้านการกำกับดูแล Virtual Bank ในไต้หวันต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เดียวกันกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม แต่เพิ่มความเข้มข้นในส่วนของมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Cyber Security Measures) เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การเกิดภาวะวิกฤต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน โดยปัจจุบัน Virtual Bank ในไต้หวันประกอบด้วยผู้เล่น 3 รายในตลาด โดยผู้เล่นที่มีลูกค้ามากที่สุดได้แก่ 1. LINE Bank (ลูกค้า 1.7 ล้านราย) 2. Next Bank (ลูกค้า 3.5 แสนราย) และ 3. Rakuten (ลูกค้า 2 แสนราย) และเมื่อพิจารณาสินทรัพย์ของ Virtual Bank ทั้ง 3 รายรวมกัน จะมีสัดส่วนสินทรัพย์ต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ร้อยละ 0.2 ของสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ร่วม

จากความสำเร็จ Virtual Bank ไต้หวันสู่ Virtual Bank ไทย

     เทรนด์การจัดตั้งธนาคารไร้สาขาที่กำลังมาแรง และความสำเร็จของการจัดตั้ง Virtual Bank ในไต้หวัน เป็นแรงสนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องวางรากฐานการจัดตั้งธนาคารไร้สาขาไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถทางเทคโนโลยี เข้ามาพัฒนานวัตกรรม และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ Virtual Bank ที่ได้รับอนุญาตจะมีสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในไทย และมีขอบเขตการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพียงแต่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ อาทิ ช่องทางให้บริการ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับการให้บริการผ่านดิจิทัล  ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง Virtual Bank ได้ภายในกลางปีพ.ศ. 2568

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กับความพร้อมก่อนก้าวสู่ยุค Virtual Bank เต็มรูปแบบ

    สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตระหนักถึงพันธกิจในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงิน จึงกำหนดแนวทางสำหรับการคุ้มครองเงินฝากใน Virtual Bank โดยดำเนินการเตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วในปี 2567 ได้แก่ ศึกษาพระราชบัญญัติ ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่ง นโยบาย หลักเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับ Virtual Bank เตรียมการด้านกระบวนการ ระบบงาน และบุคลากรภายใน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมให้ Virtual Bank สร้างการรับรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากผ่านการแสดงสัญลักษณ์การคุ้มครองเงินฝากบนช่องทางการให้บริการทางการเงินของธนาคารเพื่อให้ประชาชนเกิดการตระหนักรู้และผู้ฝากเงินทุกคนมั่นใจได้ว่า เงินฝากที่อยู่กับธนาคาร Virtual Bank ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่