Text : Phanrung
ปัญหาใหญ่ของ SME ไทยส่วนใหญ่คือการที่เจ้าของเก่งคนเดียว วันไหนเจ้าของป่วย ธุรกิจก็แทบจะหยุดชะงัก เพราะลูกน้องไม่กล้าตัดสินใจ หรือทายาทที่รับช่วงต่อยังมองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจ หากจะมองหาต้นแบบการจัดการคนระดับโลกที่ส่งต่อธุรกิจได้สำเร็จที่สุดในยุคนี้ คงหนีไม่พ้น เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) ประธานและ CEO ของ LVMH อาณาจักรสินค้าหรูที่มีแบรนด์ในเครือกว่า 75 แบรนด์ เขาสามารถคุมอาณาจักรที่ซับซ้อนนี้ได้โดยไม่ต้องลงไปจ้ำจี้จ้ำไชทุกนาที
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังรู้สึกเหนื่อยเพราะต้องแบกทุกอย่างไว้บนบ่า บทเรียนจาก Arnault ต่อไปนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้รู้จักวางมือและสร้างทีมที่แข็งแกร่งพอจะรันธุรกิจแทนคุณได้จริง
1. Decentralization ให้อิสระจนรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของ
หัวใจสำคัญของการบริหารแบบ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ คือการ “กระจายอำนาจ” (Decentralization) อย่างแท้จริง เขาเชื่อในการเลือก “คนเก่งที่สุด” ในแต่ละด้านมาทำงาน แล้วมอบ “อิสระ” ในการบริหารจัดการแบรนด์นั้นๆ อย่างเต็มที่เสมือนเป็นเจ้าของเอง โดยแต่ละแบรนด์ในเครือ LVMH จะบริหารตัวเองเป็นอิสระ ไม่ถูกควบคุมแบบรวมศูนย์
สิ่งนี้คือทางออกของปัญหา Micromanagement ที่มักพบใน SME เมื่อเจ้าของลงไปทำเองทุกอย่างจนพนักงานขาดความมั่นใจ การเปลี่ยนจากการสั่งว่า "ต้องทำอย่างไร" เป็นการบอกว่า "เป้าหมายคืออะไร" จะช่วยให้ทีมงานมีพื้นที่ในการตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหน้าที่ของเขา และเป็นการสร้างความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
2. การจัดการแบบ Small HQ, Big Autonomy
แม้ LVMH จะเป็นบริษัทขนาดมหึมา แต่ อาร์โนลต์ กลับเน้นให้ส่วนกลางมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติที่ล่าช้าและระบบราชการในองค์กร แล้วไปเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้หน่วยธุรกิจแทน โดยตัวเขาเองจะถอยออกมาโฟกัสที่การวางกลยุทธ์ภาพรวม กำหนดทิศทางระยะยาว และควบคุมวินัยทางการเงิน
โมเดลนี้เน้นที่ “ความเร็ว” และ “ความยืดหยุ่น” เพราะการตัดสินใจไม่ต้องรออนุมัติหลายชั้น
นอกจากนี้ อาร์โนลต์ มักใช้เวลาวันเสาร์เดินสำรวจหน้าร้านหรูต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์มากกว่าการนั่งอ่านรายงานในออฟฟิศ ยิ่งบริษัทโต เจ้าของจึงควรผันตัวมาเป็น “โค้ช” ที่คอยชี้แนะแนวทาง มากกว่าเป็นคนที่คอยจับผิดเรื่องเล็กน้อย
3. สูตรการปั้นทายาท พิสูจน์ที่ผลงาน
ในการวางตัวทายาทอาร์โนลต์ ใช้ระบบที่เรียกว่า "Meritocracy" หรือการบริหารตามความสามารถ ลูกๆ ทุกคนต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้งานจริง ถูกประเมินผลโดยผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ใช่คนในครอบครัว และต้องพิสูจน์ฝีมือผ่านโปรเจกต์จากขนาดเล็กไปใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหา "ทายาทไม่พร้อม" ที่หลายธุรกิจมักประสบเพราะรอให้ถึงวันที่ต้องส่งต่อแล้วค่อยเริ่มสอนงาน
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า การจะส่งต่องานให้ใคร คนนั้นต้องผ่านการทดสอบในสถานการณ์จริง เพื่อให้เขาได้เผชิญกับความผิดพลาดและการตัดสินใจจริงๆ ก่อนที่จะต้องมารับช่วงต่อทั้งหมดอย่างเต็มตัว
4. การจัดการ “คนเก่ง” (A-Player Management)
อาร์โนลต์ ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานกับดีไซเนอร์ระดับโลกที่มีอีโก้สูงและบริหารจัดการยาก แต่เขาเลือกที่จะไม่บริหารคนกลุ่มนี้ด้วยวิธีเดิมๆ เพราะคนเก่งระดับ A-Player ไม่ได้ต้องการแค่เงินเดือน แต่ต้องการ “พื้นที่” ในการแสดงศักยภาพ สิ่งที่องค์กรต้องมอบให้คืออิสระในการตัดสินใจ ความท้าทายที่ใหญ่พอ และความไว้วางใจอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีมาตรฐานที่สูงพอจะดึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขาออกมา หน้าที่หลักของผู้บริหารไม่ใช่การสร้างอุปสรรคด้วยระบบที่ล้าหลัง แต่คือการเฟ้นหาคนเก่งและ "ขจัดอุปสรรค" เพื่อให้เขาทำงานได้ง่ายที่สุด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่ SME มักบ่นว่าหาคนเก่งไม่ได้ หรือจ้างมาแล้วอยู่ได้ไม่นานนั่นเอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี