ิวิธีปฏิวัติตนเองเพื่อเอาเวลาที่เสียไปกลับมา

 




เรื่อง : เจษฎา ปุรินทวรกุล

    กิจวัตรประจำวันของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คนในปัจจุบันนี้คงไม่พ้นตื่นนอนมาแบบง่วงๆ แล้วก็ไปเริ่มต้นทำงานพร้อมการกดโทรศัพท์คุยไลน์ในที่ทำงาน หนักหน่อยก็เล่นเกม หรืออาจเปิด Facebook ดูเรื่องดราม่าในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่างพันทิป 

    จากเวลาเริ่มงาน 9 โมงเช้า กว่าจะตั้งสมาธิทำงานได้คงปาไป 10-11 โมง ทำงานได้ 1-2 ชั่วโมงก็เที่ยง พักทานอาหารกลางวัน กลับมาทำงานบ่ายโมง นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ดูละครเกาหลี ก็เปิดซะ 1 ชั่วโมง ทำงานอีกนิดจน 5 โมง ก็เริ่มเก็บของเตรียมพร้อมกลับบ้านตอน 6 โมงเย็น

    ถ้ากิจวัตรประจำวันเป็นแบบนี้จริงๆ คุณจะทำงานอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ความก้าวหน้าจะอยู่ตรงไหน ถ้าหัวหน้างานมาเห็นหรือรู้เข้าจะเป็นอย่างไร

    เพื่อความสำเร็จ ความก้าวหน้าในการทำงาน และทำงานให้ได้ชิ้นงาน มาปฏิวัติรูปแบบการทำงานในแต่ละวันกันดีกว่า

 


    1. ลิสต์สิ่งที่ต้องทำลงไป ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็นในการทำงาน เช่น เล่นโซเชียลมีเดีย เมาท์มอยกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจริงๆ คุณจะทำบ้างก็ไม่ผิด แต่อย่าให้รบกวนเวลางานมากจนเกินไป ดังนั้น เมื่อมาถึงออฟฟิศในแต่ละวันสิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ลิสต์ลงไปบนกระดาษว่า วันนี้มีอะไรต้องทำบ้าง จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังให้เรียบร้อย และอย่าลืมแก้ไขลิสต์เวลาทำอะไรไปเสร็จแล้ว หรือมีรายละเอียดงานต่างๆ เพิ่มเข้ามา

    2. หยุดเช็คข้อความจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ค พินเทอเรส อีเมล์ รวมถึงโซเชียลมีเดียตัวอื่นๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องคอยจับจ้อง คอยกดรีเฟรชดูข่าวสาร เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เราเสียสมาธิในการทำงานได้มากที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ เช่น ต้องตรวจสอบการส่งงาน เช็คการส่งเอกสาร หรืองานที่มีความจำเป็น ก็ควรระบุเวลาการตรวจสอบเช่น ช่วงเช้า ช่วงเที่ยง และช่วงเย็น อย่างละครั้งแทน 

    อ้อ ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดียทางคอมพิวเตอร์อย่างเดียวนะ แต่ต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้ไลน์ทางโทรศัพท์ด้วย
 


    3. ทำงานทีละอย่าง ถ้าคุณกำลังเขียนอีเมล์ถึงลูกค้า ขณะเดียวกันก็มีเอกสารที่ต้องตรวจสอบ แถมยังต้องเขียนรายงานการประชุมไปเสนอหัวหน้าด้วย ถ้าคุณคิดจะทำงานชิ้นนั้นชิ้นนี้ทีละนิด และให้เสร็จไปพร้อมๆ กัน มันอาจทำให้คุณเสียเวลามากกว่าเดิม เหตุผลก็คือ คุณต้องแบ่งความสนใจไปที่งานทุกๆ งาน ทำให้งานแต่ละชิ้นได้รับความสนใจ ความละเอียดในการตรวจสอบน้อยลง ความผิดพลาดย่อมมากขึ้นตามไปด้วย แถมอาจต้องใช้เวลามากกว่าเดิมกว่าจะทำงานทั้งหมดให้เสร็จได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือจัดลำดับความสำคัญของงาน แล้วทำให้เสร็จทีละชิ้น เมื่อชิ้นแรกเสร็จ ค่อยไปทำชิ้นต่อไป

    4. แบ่งประเภทงานให้เป็นสัดส่วน พยายามรวมกลุ่มงานให้เป็นระบบเพื่อทำให้เสร็จรวดเดียว ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องตอบอีเมล์ของลูกค้าที่ติดต่อมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ จากนั้นอาจโทรศัพท์สอบถามลูกค้าที่ติดต่อกันทางอีเมล์เรื่องความพึงพอใจ นัดเจรจา ฯลฯ สุดท้ายจึงส่งอีเมล์ยืนยันการพูดคุยให้เป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง จากนั้นจึงหันไปทำงานส่วนอื่นต่อไป วิธีนี้จะทำให้คุณทำงานได้อย่างเป็นระบบ ถ้าเราไม่พยายามรวมกลุ่มงานไว้ พอตอบอีเมล์เสร็จ ไปทำงานอื่นต่อ เราก็อาจจะลืมโทรคอนเฟิร์มลูกค้าเอาได้ง่ายๆ

    หลังจากทำงานจนเสร็จสิ้นทุกอย่าง คุณอาจหันไปช่วยเพื่อนร่วมงานคนสนิทเคลียร์งานอีกซักนิด แล้วพอว่างจริงๆ ค่อยมานั่งเปิดโซเชียลมีเดียเพื่อผ่อนคลายสมอง ก็คงไม่มีใครว่าอะไรคุณได้แล้วละ เพราะคุณทำงานเสร็จเรียบร้อยอย่างเป็นระบบซะด้วยสิ (แต่ถ้าที่ทำงานมีกฎระเบียบห้ามเล่นชัดเจน ก็กลับไปเล่นทีบ้านน่าจะปลอดภัยที่สุด)
        
อ้างอิงข้อมูลจาก www.personalbrandingblog.com
Create by smethailandclub.com

RECCOMMEND: MANAGEMENT

“รู้งี้…” คำสั้นๆ ที่ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส เปิดสูตรลับการตัดสินใจ ของ Jeff Bezos ที่ใช้สร้าง Amazon

บางครั้งสิ่งที่แพงที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่เงินลงทุนที่พลาด แต่คือโอกาสที่เรา “ไม่ได้ลอง” รู้จัก Regret Minimization วิธีคิดแบบ Jeff Bezos ที่ช่วยให้เลือกทางที่ไม่ต้องเสียใจทีหลัง

คุณเป็นหัวหน้าแบบนี้ไหม “Snowplow” ผู้ที่ชอบแบกทุกเรื่อง จัดการทุกอย่าง หวงงานไว้คนเดียว ไม่ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำ ได้คิด จนองค์กรไม่โต     

งานมีเยอะ แต่ทำไมหัวหน้าทำอยู่คนเดียว? ถ้าเป็นเพราะหัวหน้าคิดว่าทำเองเสร็จเร็วกว่า องค์กรคุณอาจเจอเข้ากับ “Snowplow” หรือหัวหน้าที่ชอบเก็บงานไว้กับตัว ไม่กระจายให้ลูกน้อง เพราะกลัวคนอื่นจะทำผิด มีหัวหน้าแบบนี้ส่งผลเสียต่อองค์กรได้ยังไง

ก่อนพนักงานจะเป็นซอมบี้ ไม่เหลือคนมีไฟในองค์กร 5 กระจกสะท้อน 'รอยร้าว' ในองค์กร จากหนัง HUMAN RESOURCE

ทำไมเด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน? ทำไมคนเก่ง ๆ ถึงเริ่มเงียบหาย? หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (พนักงานใหม่: โปรดรับไว้พิจารณา) ไม่ใช่แค่หนังเล่าชีวิตออฟฟิศขี้บ่น แต่คือ "กระจกบานใหญ่" ที่สะท้อน 5 รอยร้าว ในองค์กรที่คุณอาจมองไม่เห็นหรือไม่รู้ตัว