เคยรู้ไหม…ลูกค้าหายไปเท่าไร? แจกสูตรคิดง่ายๆ แก้ไขให้ทันก่อนลูกค้าจะหยุดซื้อ!

TEXT : วันวิสา งามแสงชัยกิจ

Main Idea

  • เคยคิดไหมว่า ลูกค้าใหม่ก็มี ลูกค้าเดิมก็ยังมา แต่ทำไมกิจการไม่เดินหน้าเท่าที่ควร

 

  • นั่นเพราะยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็น “Secret Slayer” หรือนักฆ่าธุรกิจแบบเงียบๆ เพราะหยุดและเลิกซื้อสินค้าไป

 

  • การหายไปของคนกลุ่มนี้ แก้ไขได้ด้วยการรู้เท่าทัน Customer Churn Rate หรืออัตราการสูญเสียลูกค้า ที่เป็นตัวชี้ชะตาธุรกิจได้ว่า ยังเป็น Brand Love หรือลูกค้ายังรักและพร้อมภักดีอยู่หรือไม่

 

     “ลูกค้าใหม่...ก็ต้องหา

     ลูกค้าเก่า...ก็ต้องรักษาให้อยู่ต่อ

     แต่รู้ไหมว่า มีลูกค้าอีกกลุ่มที่ธุรกิจมักมองข้าม”

     เป็นธรรมดาที่ลูกค้า 2 กลุ่มแรกคือเป้าหมายหลักที่ผู้ประกอบการจะมุ่งความสนใจและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ได้มา แต่ยังมีลูกค้าสำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาธุรกิจได้เช่นกันว่าใครจะอยู่หรือจะไป พอจะเดากันได้ไหมว่าพวกเขาคือใคร? และทำไมถึงมีอิทธิพลได้ไม่แพ้กัน?  

     และคนกลุ่มนั้น ก็คือ ลูกค้าที่โบกมือลา หยุดซื้อสินค้าหรือใช้บริการ นั่นเอง การลาลับไปจากแบรนด์นี่แหละคือความน่ากลัวที่ธุรกิจไหนๆ ก็ไม่อยากเจอ

     แล้วจะทำอย่างไร...ให้ลูกค้าที่เดินเข้ามา ไม่เดินจากไปโดยที่เราไม่รู้ตัว?

     หนึ่งในเทคนิคที่จะทำให้ธุรกิจไหวตัวได้ทันคือ การหาอัตราการสูญเสียลูกค้า (Customer Churn Rate) ให้เจอ ซึ่งถือว่าเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่เลิกซื้อสินค้าหรือใช้บริการมีเท่าไร โดยทั่วไปจะวัดกันแบบรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี แล้วแต่อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งการหาอัตราการสูญเสียลูกค้า ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • Step 1: เลือกช่วงเวลาที่ต้องการคำนวณหา Customer Churn Rate

 

  • Step 2: ระบุจำนวนลูกค้าที่สูญเสียหรือยกเลิกการซื้อสินค้า/บริการในช่วงเวลาที่เลือก

 

  • Step 3: ระบุจำนวนลูกค้าทั้งหมดที่ธุรกิจมีในช่วงเวลาที่เลือก

 

  • Step 4: ทำการคำนวณ โดยใช้สูตรดังนี้

 

อัตราการสูญเสียลูกค้า (%) = (จำนวนลูกค้าที่เสียไป ÷ จำนวนลูกค้าทั้งหมด) × 100

ตัวอย่างเช่น

     ในเดือนที่ผ่านมา ธุรกิจ A มีลูกค้าอยู่ 100 คน พอถึงสิ้นเดือนพบว่า มีลูกค้าหายไป 20 คน จึงสามารถคำนวณได้ว่า (20 ÷ 100) × 100 ดังนั้น อัตราการสูญเสียลูกค้าจะเท่ากับ 20% นั่นเอง  

     เรียกว่า ยิ่งได้ค่า Customer Churn Rate สูง แสดงว่าธุรกิจยิ่งมีปัญหา เพราะลูกค้าไม่พอใจที่ใช้จะสินค้าหรือบริการต่อไป ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ ผลกำไร และการเติบโตของกิจการ

    ก่อนจะสายเกินไป...พอจะมีอะไรบอกเป็นนัยๆ ได้บ้างไหมว่าลูกค้าเตรียมตัวที่จะโบกมือลา?

     คำแนะนำง่ายๆ คือ ให้ลองจับสังเกต 5 สัญญาณต่อไปนี้ ว่ากำลังเกิดขึ้นในธุรกิจหรือไม่?

  • พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยน ซื้อน้อยลงกว่าเดิม ไม่ซื้ออีกเลย หรือหันไปซื้อผลิตภัณฑ์อื่น

 

  • ส่งเสียงไม่พอใจมากขึ้น มีการร้องเรียนหรือแจ้งปัญหาเข้ามาบ่อยครั้ง คืนสินค้ารัวๆ

 

  • หมดใจจะใช้ต่อ ใช้งานลดลง ลดระดับการเป็นสมาชิก เช่น จากแบบ Premium สู่แพ็กเกจธรรมดา

 

  • แสดงความเซ็งให้โลกรู้ รีวิวในทางลบบนออนไลน์ คอมเมนท์ร้ายๆ บนโซเชียลมีเดีย กดโกรธถี่ๆ

 

  • ไม่หือไม่อือ มีปฏิสัมพันธ์น้อยลงกว่าที่เคย ไม่ติดต่อหรือตอบกลับแบบเมื่อก่อน    

 

     แล้วแบบนี้...ธุรกิจยังพอมีหวังจะลด Customer Churn Rate ได้อย่างไรบ้าง?

     ในยุคที่คนเปลี่ยนใจได้ทุกเสี้ยววิอย่างทุกวันนี้ แน่นอนว่าอัตราการสูญเสียลูกค้าย่อมมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจจะรักษาลูกค้าที่เข้ามาให้อยู่ต่อไปกับแบรนด์ไม่ได้เสียเมื่อไร สามารถทำได้ด้วย 4 วิธี ดังนี้   

     1.หาสาเหตุ...ทำไมลูกค้าถึงอยากบอกเลิก?

     ทำการเก็บข้อมูลลูกค้าให้เป็นระบบ เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและดูแนวโน้มว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าอยากเลิกซื้อหรือใช้ จากนั้นนำมาปรับปรุงให้ตรงจุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงใจอย่างที่สุด เพื่อลดปัญหาหรือข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียลูกค้า

     2.พัฒนาคุณภาพ...เพิ่มความน่าใช้ให้สินค้าและบริการ

     พัฒนาและปรับปรุงสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานคืออีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยลด Customer Churn Rate ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งธุรกิจควรฟังเสียงของลูกค้าว่า พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไร อยากจะเสนอแนะอะไร และมีความต้องการแบบไหน เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาตัวโปรดักต์ให้ดีขึ้น

     3.มุ่งสร้างความพอใจ...ตั้งแต่ต้นจนจบ

     ประสบการณ์ที่ดีที่ลูกค้าได้รับสามารถช่วยยกระดับความพึงพอใจที่มีต่อธุรกิจและทำให้อยากใช้สินค้าต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ทุกกระบวนการของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปสั่งซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มหรือขั้นตอนการชำระเงินต้องทำได้สะดวก นอกจากนี้ การจัดส่งสินค้าไปจนถึงบริการหลังการขายต้องมีคุณภาพ รวมถึงการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนและคำถามของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหน้าร้านหรือแอดมินหน้าเพจยังควรให้ความใส่ใจและลงมือปฏิบัติให้รวดเร็ว  

     4.มอบความพิเศษ...เพราะคุณคือคนสำคัญ

     การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นคนพิเศษสามารถช่วยสร้างความภักดี หรือ Brand Loyalty ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งช่วยลดอัตราคนอยากเดินหันหลังให้ธุรกิจได้ โดยทำได้หลายวิธี เช่น นำเสนอโปรแกรมสมาชิกหรือสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการต่อเนื่อง จัดกิจกรรมพิเศษและโปรโมชันสำหรับลูกค้าประจำ เพื่อเพิ่มความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ทำระบบสะสมแต้ม เพื่อรับแลกของรางวัลให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อหรือใช้ซ้ำ รวมถึงนำเสนอสินค้าหรือบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised Marketing) จะช่วยให้ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ  

     เพียงเท่านี้...ธุรกิจก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าลูกค้าจะหายหน้าและไม่คบค้ากันอีกต่อไป       

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MANAGEMENT

“รู้งี้…” คำสั้นๆ ที่ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส เปิดสูตรลับการตัดสินใจ ของ Jeff Bezos ที่ใช้สร้าง Amazon

บางครั้งสิ่งที่แพงที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่เงินลงทุนที่พลาด แต่คือโอกาสที่เรา “ไม่ได้ลอง” รู้จัก Regret Minimization วิธีคิดแบบ Jeff Bezos ที่ช่วยให้เลือกทางที่ไม่ต้องเสียใจทีหลัง

คุณเป็นหัวหน้าแบบนี้ไหม “Snowplow” ผู้ที่ชอบแบกทุกเรื่อง จัดการทุกอย่าง หวงงานไว้คนเดียว ไม่ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำ ได้คิด จนองค์กรไม่โต     

งานมีเยอะ แต่ทำไมหัวหน้าทำอยู่คนเดียว? ถ้าเป็นเพราะหัวหน้าคิดว่าทำเองเสร็จเร็วกว่า องค์กรคุณอาจเจอเข้ากับ “Snowplow” หรือหัวหน้าที่ชอบเก็บงานไว้กับตัว ไม่กระจายให้ลูกน้อง เพราะกลัวคนอื่นจะทำผิด มีหัวหน้าแบบนี้ส่งผลเสียต่อองค์กรได้ยังไง

ก่อนพนักงานจะเป็นซอมบี้ ไม่เหลือคนมีไฟในองค์กร 5 กระจกสะท้อน 'รอยร้าว' ในองค์กร จากหนัง HUMAN RESOURCE

ทำไมเด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน? ทำไมคนเก่ง ๆ ถึงเริ่มเงียบหาย? หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (พนักงานใหม่: โปรดรับไว้พิจารณา) ไม่ใช่แค่หนังเล่าชีวิตออฟฟิศขี้บ่น แต่คือ "กระจกบานใหญ่" ที่สะท้อน 5 รอยร้าว ในองค์กรที่คุณอาจมองไม่เห็นหรือไม่รู้ตัว