เพราะอะไร BonChon Chicken ถึงจับใจลูกค้าได้อยู่หมัด



เรื่อง : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์



    คงต้องยอมรับว่ากระแส K-Pop ที่รุกคืบไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงบ้านเรา แม้จะผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว จนถึงขณะนี้ก็ยังมาแรงเสมอต้นเสมอปลาย การเสพความบันเทิงจากซีรีส์เกาหลี คลั่งไคล้นักร้องบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป และขวนขวายหาซื้อเครื่องสำอางเกาหลีมาใช้ แลดูเป็นเรื่องปกติมาก ลามไปถึงอาหารการกิน ที่ร้านอาหารเกาหลีผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เอ่ยเมนูไหนมา ก็ดูเหมือนจะคุ้นเคยกันดี จึงไม่แปลกเมื่อแฟรนไชส์ร้านไก่ทอด BonChon Chicken สัญชาติเกาหลีเข้ามาเปิดสาขาในไทย จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จะเห็นว่าบางสาขามีลูกค้ารอคิวยาวเหยียดกันเลยทีเดียว

    จากร้านไก่ทอดร้านเล็กๆ ในเมืองปูซาน BonChon Chicken เติบโตกลายเป็นแบรนด์อินเตอร์ที่ขยายเกือบ 300 สาขาในกว่า 10 ประเทศ รวมถึง สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา สิงคโปร์ และกำลังจะเปิดบริการในเวียดนาม บาห์เรน และบรูไน เร็วๆ นี้ ความสำเร็จของไก่ทอดบอนชอนเกิดจากวิสัยทัศน์และความมานะของชายเกา
หลีผู้มีชื่อว่า จินดุ๊กเซ เด็กหนุ่มจากท้องทุ่งชนบทที่ในวัยเด็กมีความฝันอยากมีวัวสัก 100 ตัวในครอบครอง แต่โตมา กลับเปลี่ยนใจคิดทำธุรกิจ






    จินดุ๊กเซสร้างธุรกิจครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เริ่มด้วยร้านกาแฟ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี จึงขยับขยายไปทำร้านอาหารชื่อ Oxtail Soup และร้านไก่ย่างสไตล์เกาหลี จนสามารถเปิดร้านไก่ย่างได้ 3 สาขา แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540 ทำให้ต้องปิดร้านไป 2 สาขา จินดุ๊กเซแทบหมดแรงกายแรงใจ แต่เขาหายอมแพ้ไม่ วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเพราะมันทำให้เขาต้องคิดหาสินค้าใหม่มานำเสนอเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้ สิ่งที่เขาสนใจคือ “ไก่ทอด” เนื่องจากมองว่าเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมไม่เฉพาะในเกาหลี แต่ยังเป็นเมนูสากลที่รับประทานง่ายเมนูหนึ่ง

    เขาศึกษาและคิดค้นสูตรไก่ทอดเพื่อให้แตกต่างจากสูตรทั่วไป กระทั่งลงเอยที่เทคนิคการทอดแบบพิเศษไม่เหมือนใคร นั่นคือ ทอดซ้ำ 2 ครั้ง ทำให้ไขมันใต้หนังไก่ถูกรีดออกไป เมื่อทอดออกมาแล้วจะได้ไก่ทอดรสชาติดี หนังบางกรอบ และเนื้อนุ่มชุ่มชื่นไม่กระด้าง ครั้นมั่นใจในสูตร เขาก็ตัดสินใจเปิดร้าน BonChon Chicken ครั้งแรกเมื่อปี 2545 ที่เมืองปูซาน ผลคือมีการบอกกันปากต่อปากถึงความกรอบสะท้านทรวงของไก่ทอดบอนชอน ไม่นานจากร้านเดียวก็ขยายไป 20 สาขาทั่วเกาหลี





    หนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้ในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตคือการขายแฟรนไชส์ แต่ธุรกิจแฟรนไชส์ในเกาหลีไม่รุ่งเรืองเฟื่องฟูนัก จินดุ๊กเซจึงเล็งไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า หลังจากเปิดร้าน BonChon Chickenได้ 4 ปี ตลาดนอกบ้านตลาดแรกที่ไปเปิดสาขาคือ สหรัฐฯ โดยชิมลางที่เมืองลีโอเนีย รัฐนิวเจอร์ซีย์ก่อน หลังจากที่ได้รับการตอบรับดี ขนาดมีคนเข้าคิวรอนาน 2 ชั่วโมง เขาก็เปิดสาขาเพิ่มที่นิวยอร์ก เมื่อสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์ก ไทมส์ และซีเอ็นเอ็นวิจารณ์ร้านในทางที่ดี กระแสไก่ทอดบอนชอนจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็วไปยังรัฐอื่นๆ 

    โดยส่วนใหญ่ คนจะรู้จักBonChon Chicken จากสาขาในสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ บริษัทบอนชอน อิงค์ จึงตั้งสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์กเพื่อดูแลเรื่องแฟรนไชส์ จากร้านไก่ทอดโนเนมในเกาหลี ได้โกอินเตอร์ไปหลายประเทศ มีคนตั้งคำถามว่าจินดุ๊กเซมีเป้าหมายที่ตลาดจีนด้วยหรือไม่ “ผมมีแผนขยายไปจีนแน่นอนเพราะจีนเป็นประเทศที่มีการบริโภคไก่มากที่สุดในโลก จึงเป็นตลาดที่มีแนวโน้มสดใสมาก แต่เราจะรุกเข้าจีนก็ต่อเมื่อได้ทำการศึกษาตลาด พฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างถ้วนถี่แล้วเท่านั้น” ประธานและซีอีโอบอนชอน อิงค์ ยังตั้งเป้าอีก 3 ปีข้างหน้า ร้านไก่ทอดของเขาจะขยายให้ถึง 600 สาขาใน 28 ประเทศ

    บอนชอน ชิกเก้นไม่ได้ขายแค่เมนูไก่ แต่ยังมีอาหารเกาหลีบริการ เช่น ข้าวหน้าหมูบูลโกกิ ต๊อกโปกิ อุด้งผัดกิมจิ สลัดสาหร่าย เกี๊ยวซ่า และซุปต่างๆ หากจะพูดถึงความสำเร็จของไก่บอนชอน ต้องยกให้ในความมานะอดทนของจินดุ๊กเซผู้ยึดหลักแม้จะล้มลุกคลุกคลานแค่ไหนก็ไม่ยอมแพ้ ความล้มเหลวที่เคยประสบจะกลายเป็นบทเรียนและประสบการณ์อันมีค่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือการฝ่าฟันอุปสรรคและเดินหน้าต่อไปโดยไม่วอกแวก ส่วนปัจจัยอื่นที่ทำให้BonChon Chickenเป็นที่รู้จัก น่าจะมาจาก




    • Unique Product : สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับไก่บอนชอนเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น คือ ความกรอบแบบ Super Crispy ที่ยากจะเลียนแบบ ประกอบกับการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และรสชาติถูกใจผู้บริโภค จึงไม่แปลกที่จะเคยได้รับการโหวตจากนิตยสารบางเล่มว่าเป็น “The Perfect and Best Chicken” ที่สำคัญการควบคุมคุณภาพยังทำได้ดี ตัวซอสจิ้มกับไก่ จะมาจากโรงงานของบริษัทซึ่งอยู่ในเกาหลี ไม่ว่ารับประทานที่ประเทศไหน ก็จะได้รสชาติเดียวกัน

    • SWOT Analysis : การรู้จุดแข็ง จุดอ่อน และศึกษาโอกาสทางธุรกิจเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารเมื่อรู้ว่าตลาดไก่ทอดในเกาหลีโตช้าเพราะความอิ่มตัว ก็มองหาตลาดอื่นรองรับ โดยเน้นที่ตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่ไม่ได้ผลีผลามขยายแบบก้าวกระโดด ทุกครั้งที่มองทำเลใหม่ ต้องศึกษาและทำความเข้าใจตลาดก่อนเสมอ

    • Brand Awareness : การสร้างความรับรู้ในแบรนด์ นอกจากการบอกกันปากต่อปากที่ได้ผลดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ในยุคนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การใช้โซเซียลมีเดียเป็นสื่อกลาง แม้ไก่บอนชอนจะมีลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย แต่กลุ่มที่ทรงอิทธิพลสุดคือ กลุ่มมิลเลนเนียลส์ (วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา) และกลุ่มยัปปี้หรือเจนวายที่เป็นวัยหนุ่มสาว วัยทำงาน กลุ่มนี้เสพติดสมาร์ตโฟนและมักเช็กอินหรือโชว์เมนูไก่บอนชอนผ่านโซเชียลมีเดียเสมอ 

    • Franchising : ระบบแฟรนไชส์ถือเป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพในการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบนี้เอื้อให้ผู้อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองไม่ต้องลงทุนมาก ขณะที่เจ้าของแฟรนไชส์เองก็เหมือนมีแขนขามาช่วยบริหารธุรกิจให้ เป็นการเติบโตโดยยืมมือคนอื่นลงทุน แต่ผลลัพธ์คือวิน-วิน สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย





    อาจเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่า กระแสเกาหลีฟีเว่อร์จะจางลงเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ วัฒนธรรมการกินแบบเกาหลีคงไม่หายไปง่ายๆ ไก่ทอดบอนชอนก็เช่นกัน ตราบใดที่ยังได้รับการตอบรับดี เชื่อว่าการขยายสาขามีแต่จะเพิ่มไม่ลดลง

อ้างอิงข้อมูล : www.theazine.com, www.entrepreneur.com


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME)

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง