Text : Wipawan In.
การแข่งขันอันดุเดือดในตลาดทำให้ผู้บริโภคถูกโอบล้อมด้วยโฆษณานับพันชิ้นต่อวัน “ความสนใจ” อาจซื้อได้ด้วยงบประมาณ แต่ “ความเชื่อใจ” ซื้อไม่ได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว เพราะนี่คือยุคของ Trust Economy เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจมากกว่าความหวือหวาของแคมเปญ ผู้คนตัดสินใจจากความโปร่งใส ความสม่ำเสมอ และตัวตนของคนเบื้องหลัง
ธุรกิจที่กล้าเปิดเผยเบื้องหลัง ผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหารกล้าออกมาพูดด้วยเสียงของตัวเอง ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าแค่การขายสินค้า People > Brand > Product จึงไม่ใช่เพียงเทรนด์การตลาด แต่คือกลไกสำคัญของการเติบโตในยุคที่ความเชื่อใจกลายเป็นทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุด
ปิดฉากยุคโฆษณานำทาง
ในปี 2026 เกมการตลาดกำลังขยับจากการสื่อสารเรื่องสินค้าและภาพลักษณ์องค์กร ไปสู่การสื่อสาร “ตัวตนของคน” ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์อย่างชัดเจน เทรนด์ People > Brand > Product กำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากโฆษณาที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจาก “ความเชื่อใจ” ที่มีต่อคนจริง ๆ ที่ขับเคลื่อนธุรกิจนั้นอยู่
โลกโซเชียลทำให้แบรนด์ไม่สามารถซ่อนตัวอยู่หลังโลโก้ได้อีกต่อไป Founder ต้องออกมาเล่าเรื่อง แสดงจุดยืน และสื่อสารด้วยเสียงของตัวเอง เพราะในยุคที่ข้อมูลล้นเกิน ความจริงใจและความโปร่งใสคือสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุด ผู้บริโภคอยากรู้ว่าใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนตัดสินใจ และใครเป็นคนรับผิดชอบต่อสิ่งที่ขายอยู่ แบรนด์ที่มี “หน้า” มี “เสียง” และมี “เรื่องเล่า” จึงได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
Founder = สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ
ความสำคัญของเทรนด์นี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่ส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการ เมื่อผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับคนในแบรนด์ ทำให้รู้สึกผูกพันมากกว่าแค่การซื้อสินค้า
“ความสัมพันธ์เปลี่ยนจาก Transaction เป็น Relationship”
การสื่อสารจาก Founder ทำให้แบรนด์ดูมีมิติ มีที่มา และมีเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจทางธุรกิจ ความไว้ใจ (Trust) ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลหลายด้าน
- ช่วยลดแรงต้านด้านราคา เมื่อลูกค้าเชื่อใจในคนเบื้องหลัง ข้อสงสัยด้านมูลค่าจะหายไป
- เพิ่มความภักดี รักสินค้าอาจเปลี่ยนใจได้ แต่หลงรักในตัวตนของคนทำแบรนด์ยากที่จะเปลี่ยนใจ
- พร้อมให้อภัยเมื่อเกิดความผิดพลาด พร้อมรับฟังเหตุผล และโอกาสในการแก้ไข
- ช่วยสร้าง Earned Media ได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องราวของผู้ก่อตั้งมักมีพลังมากกว่าสโลแกนทางการตลาด
ในยุคที่ผู้บริโภคตั้งคำถามกับโฆษณาแบบเดิม การเห็นตัวจริงของผู้นำองค์กรออกมาพูดด้วยตนเอง สื่อสารวิสัยทัศน์ และแสดงคุณค่าที่แบรนด์ยึดถือ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์องค์กรมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น สำหรับไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่หรือแบรนด์เล็ก นี่คือโอกาสครั้งสำคัญ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลในการสร้างการรับรู้ หากสามารถเล่าเรื่องได้ดีและสร้างตัวตนที่ชัดเจน ก็มีโอกาสเติบโตได้รวดเร็วแม้จะอยู่ใน Red Ocean
Case Study จากผู้นำสู่พลังตลาด
ตัวอย่างแบรนด์ที่เห็นชัดคือ Flash Express ที่การเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ได้มาจากโมเดลธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่ผู้ก่อตั้งอย่าง คมสันต์ ลี ออกมาเล่าเรื่องราวการสร้างธุรกิจ สื่อสารวิสัยทัศน์ และสร้างภาพจำของผู้นำรุ่นใหม่ที่กล้าคิดใหญ่ ทำให้แบรนด์ไม่ได้เป็นแค่บริษัทขนส่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานและความเร็วในการเติบโต
เด็กสมบูรณ์ แบรนด์ซีอิ๊วที่อยู่คู่คนไทยมานาน ก็เริ่มสื่อสารตัวตนของทายาทและผู้บริหารรุ่นใหม่มากขึ้น การเล่าเรื่องการสืบทอดธุรกิจครอบครัวและการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ยาดมโป๊ยเซียน แบรนด์ยาดมที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าทั่วไป กลับได้รับการพูดถึงในมุมของผู้บริหารที่ออกมาอธิบายกลยุทธ์การขยายตลาด การแตกไลน์สินค้า และการทำแบรนด์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การเปิดเผยเบื้องหลังการบริหารทำให้สินค้าที่ดูธรรมดา กลายเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราวและมีทิศทางชัดเจน
ทั้งหมดสามแบรนด์สะท้อนภาพเดียวกันว่า เมื่อ “คนเบื้องหลัง” ถูกดึงมาอยู่หน้าเวที แบรนด์จะมีพลังมากกว่าเดิม และสินค้าเองก็ได้รับความเชื่อมั่น เพราะกลยุทธ์นี้ผู้บริโภคไม่ได้รู้จักแค่ส่วนใดส่วนนหนึ่งของธุรกิจแต่รู้จักครบทั้ง ผู้นำ แบรนด์ และสินค้า
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี