วัดผลการทำออนไลน์มาร์เกตติ้งอย่างไร

 



เรื่อง นเรศ เหล่าพรรณราย
    
    ปัจจุบัน การแข่งขันในการสร้างคอนเทนท์ออนไลน์มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ซบเซา ภาคธุรกิจไม่มีงบในการลงโฆษณาในสื่อกระแสหลัก ทำให้งบส่วนใหญ่เทมาอยู่ที่สื่อออนไลน์ซึ่งมีข้อดีคือสามารถวัดจำนวนผู้ที่เข้าถึงคอนเทนท์ได้ชัดเจน นำไปสู่ความคาดหวังว่างบประมาณที่ลงไปในการสร้างคอนเทนท์จะตอบแทนกลับในรูปของผลตอบรับจากผู้ชมในจำนวนเท่าไร


    ทั่วไปแล้วเรามักจะวัดผลการทำการตลาดออนไลน์บนแฟนเพจจากจำนวนของผู้ที่เข้าถึง (Reach) หรือจำนวนผู้ที่เข้ามากด Like ในโพสต์หรือแฟนเพจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการวัดผลที่เกิดจากการสร้างคอนเทนท์ออนไลน์มีรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นซึ่งเป็นมากกว่าการวิเคราะห์ที่ตัวเลข 


    อย่าลืมว่า จำนวนผู้ที่ Reach คอนเทนท์ในแฟนเพจไม่ได้แสดงว่าคนๆนั้นให้ความสนใจและความสำคัญกับคอนเทนท์ของเราแต่อย่างไร เพราะแฟนเพจจะนับว่าได้เข้าถึงจากการที่คนๆนั้นมองผ่านเพียงแค่สามวินาทีเท่านั้น อาจจะไม่ได้สนใจสิ่งที่เรานำเสนอก็เป็นได้ เราจึงต้องใช้วิธีการวัดผลในหลากหลายรูปแบบอย่างเช่น
 

    ข้อแรก..วัดผลจากจำนวนการแชร์ เป็นวิธีการวัดความน่าสนใจของคอนเทนท์ขั้นต้นได้ ลองมองย้อนกลับไปหากเราเป็นผู้รับคอนเทนท์ หากสิ่งที่นำเสนอนั้นมัน “โดน” ก็จะนำไปสู่การแชร์ให้คนอื่นได้เห็นด้วยเช่นกัน ซึ่งอาการที่เรียกว่าโดนนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่การพาดหัวเรื่องที่ดีก็สามารถทำให้เกิดการแชร์ได้แล้ว การที่โพสต์ถูกแชร์ออกไปจำนวนมากมีโอกาสที่จะทำให้มีกลุ่มผู้ติดตามรายใหม่เกิดขึ้นได้ด้วย


    ข้อสอง..จำนวนคอมเมนท์และเนื้อหาที่ถูกเขียนลงไป แม้โลกออนไลน์จะเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็น แต่คนส่วนมากกลับเลือกที่จะเป็นผู้อ่านมากกว่าผู้เขียนคอมเมนท์ (ยกเว้นผู้ที่เป็นเกรียนคีย์บอร์ด) การที่โพสต์ใดๆมีผู้มาเขียนคอมเมนท์จำนวนมากจะแสดงถึงความสนใจที่มีต่อคอนเทนท์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟีดแบคทางบวกหรือลบก็ตาม (บางครั้งความเห็นเชิงลบอาจแสดงถึงความสนใจมากกว่าด้วยซ้ำ) 



    ข้อสาม..ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ ผู้ที่เป็นเจ้าของแฟนเพจสามารถวิเคราะห์ผลตอบรับจากการชมคอนเทนท์ได้โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ที่คลิกเข้าไปดูวีดีโอ ระยะเวลาที่ใช้ดูจนจบกี่นาทีกี่วินาที มีอัตราการดูวีดีโอจนจบกี่เปอร์เซนต์ โดยตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือจำนวนเปอร์เซนต์ของผู้ที่ดูวีดีโอจนจบจะนำไปสู่การวิเคราะห์ว่ามีคนให้ความสนใจกับคอนเทนท์ของเราเพียงใด หากไฮไลท์สำคัญของคอนเทนท์ที่เราต้องการจะนำเสนอไปอยู่ในช่วงท้ายของคลิปและอัตราการดูคลิปจนจบอยู่ในระดับที่ต่ำแสดงว่าแมสเสจที่เราต้องการจะสื่ออาจไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั่วไปแล้วอัตราการชมคลิปจนจบที่ได้ประสิทธิภาพควรจะอยู่ที่ระดับ 70% 



    ข้อสี่..Search โดย Google ว่าแมสเสจที่เราได้สื่อออกไปหรือชื่อแบรนด์ของเรามีคนรู้จักมากขึ้นไหม แม้ว่าเราจะผลิตคอนเทนท์เพื่อออกทางโซเชียลมีเดียอย่างแฟนเพจ แต่ชื่อของสินค้าเราหรือแบรนด์ของเราอาจจะไปปรากฎอยู่บนสื่ออื่นๆบนโลกออนไลน์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวบไซท์ เวบบอร์ด ฯลฯ วิธีการเช็คที่ง่ายที่สุดคือลองค้นคำใน Google ว่าคอนเทนท์ที่เราได้เสนอไปมีผู้ให้ความสนใจและมีความเห็นอย่างไร 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

เคสยาดม ชวนหิว ไอเดียทำเงิน จากไอเทมฮิต ว้าว! จนอยากหยิบมาใช้

พบไอเดียสุดเก๋ “เคสยาดม ฉบับคนหิว” ที่นำเอาเมนูสรีทฟู้ดแบบไทยๆ รวมถึงอาหารฟาสฟู้ดมาปั้นด้วยดินไทย ทำเป็นเมนูต่างๆ อาทิ ผัดไท, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, มาม่า ต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์, ถังไก่ KFC

รู้จัก FOMO Marketing กลยุทธ์ปลุกความกลัวพลาด ที่ช่วยเร่งยอดขายโต

ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะอยากได้เสมอไป แต่ซื้อเพราะ ‘กลัวพลาด’ รู้จัก FOMO Marketing กลยุทธ์ต้นทุนต่ำที่ช่วยให้ SME ปิดการขายได้ไวขึ้น

รวมกับดักการตลาด ที่กำลัง “ฆ่า” SME แบบไม่รู้ตัว ดูวิธีรอดที่ทำได้ทันที

พาไปแกะทีละข้อ ว่าทำไม “สูตรยิงแอด” หรือ “สูตรทำคอนเทนต์” ที่เวิร์กกับคนอื่น ถึงไม่เวิร์กกับคุณ พร้อมชี้ทางออก ที่จะทำให้การสื่อสารแบรนด์กลับมา “เข้าเป้า” ได้จริง