เมื่อ Facebook เปลี่ยนไป…จ่ายตังค์แลกกดไลค์

 



เรื่อง : นเรศ เหล่าพรรณราย

    นักการตลาดต้องเริ่มทำใจแล้วว่าของฟรีบนโลกออนไลน์ไม่ได้หาง่ายอีกต่อไป ล่าสุดเจ้าพ่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือการตลาดสำหรับการโปรโมทสินค้าหรือแม้แต่ภาพลักษณ์บุคคลผ่านแฟนเพจ (Fan Page) กำลังวางแผนที่จะให้ผู้ใช้งานแฟนเพจต้องควักกระเป๋าซื้อ Ads เพื่อที่จะให้ผู้ใช้งาน Facebook มองเห็นเพจมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการมาร์เกตติ้งออนไลน์ที่มีความเชื่อว่าสามารถทำการตลาดฟรีบนอินเทอร์เนตได้

    ไม่นานมานี้เกิดกระแสข่าวว่า Facebook ได้ปรับระบบอัลกอริธึ่มใหม่ส่งผลให้ยอด Organic Reach บนเพจต่างๆลดลงประมาณ 1-2%  (พูดง่ายๆคือเราจะมองเห็น Feed ของแฟนเพจที่เราเข้าไปกด Like เพื่อติดตามน้อยลง) ซึ่งลดลงจากเมื่อสองปีที่แล้วที่ผู้ใช้งาน Facebook จะสามารถมองเห็น Feed ที่เกิดขึ้นจากแฟนเพจต่างๆถึง 16%

    มีการวิเคราะห์สาเหตุที่ Facebook  ปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวเนื่องจากหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ Facebook จำเป็นที่จะต้องสร้างรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากการขายโฆษณาทำให้ต้องหันมามองการจัดเก็บรายได้จากการส่งเสริมการขายแฟนเพจซึ่งแบรนด์สินค้าต่างๆนิยมใช้เป็นเครื่องมือการตลาดมากขึ้น

    ผลจากการปรับนโยบายใหม่ของเฟซบุ๊คทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็กต้องปรับความคิดใหม่ในการใช้แฟนเพจในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นลดความเชื่อว่าการทำตลาดบน Facebook คือขอฟรี 100% ในอนาคตอาจจะต้องแบ่งงบการตลาดมายังการใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้น

    อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะมีแต่อุปสรรคแต่ Facebook พยายามที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อสนับสนุนผู้ใช้งานแฟนเพจเชิงธุรกิจด้วยเช่นกัน โดยได้ปรับเปลี่ยนหน้า Timeline ของแฟนเพจต่างๆให้มีหน้าตาที่คล้ายกับผู้ใช้งานทั่วไป โดยสิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือเพิ่มคอลัมน์ทางด้านซ้ายเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆของเพจ ทำให้เจ้าของเพจสามารถมองเห็นข้อมูลโฆษณาที่กำลังรันอยู่ได้ง่าย รวมถึงสามารถมองเห็นจำนวนการโพสต์และการเข้าถึง (Engagement) ของคนที่เข้ามากดไลค์แฟนเพจได้สะดวกขึ้น

    แม้ว่า Facebook กำลังปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้ผู้ใช้งานเชิงธุรกิจต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตามในแง่จำนวนผู้ใช้งานและอัตราการเติบโต Facebook ยังคงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งาน26 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับสามของอาเซียนรองจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย โดยมีสัดส่วนเพศหญิงและชายในระดับใกล้เคียงกัน

    ข้อมูลที่น่าสนใจของ Facebook ในรอบปีที่ผ่านมาจากเวบไซท์ Zocial Inc  คนใช้งานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯด้วยจำนวน 14.4 ล้านคน รองลงมาคือเชียงใหม่และชลบุรี มีผู้ใช้งานแอคทีพกว่า 85.6%  ช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลมากที่สุดคือช่วง 14.00  17.00 และ 10.00  เนื้อหาที่มีผู้สนใจมากที่สุดคือเรื่องรถยนต์และการเมือง

    หากติดตามความเคลื่อนไหวของ Facebook ในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่ามีการเข้าซื้อกิจการธุรกิจไอทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Instagram หรือ Whatsapp  แม้จะยังไม่เห็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นหลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนแล้วคือเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานของ Facebook  ให้สูงขึ้น เพราะทั้งสองกิจการต่างเป็นผู้ในโซเชียลมีเดียที่เน้นรูปภาพและแชทออนไลน์  มั่นใจได้ว่าจำนวนผู้ใช้งาน Facebook จะยังมีการเติบโตแน่นอน

    สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อทำการตลาด เพราะไม่รู้ว่าในอนาคต Facebook จะปรับนโยบายให้บริการที่บังคับให้ลูกค้าต้องควักกระเป๋ามากขึ้นอีกหรือไม่ แต่ถ้าต้องแลกกับการเข้าถึงลูกค้าที่กว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า







 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง