เหรียญอีกด้านของ Food Delivery กับ 10 ข้อที่ SME ควรรู้ก่อนกระโจนสู่วงการ!

TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea
 
  • เมื่อโควิดบีบบังคับให้เราต้องปรับตัวกันแบบกะทันหัน โดยเฉพาะร้านอาหาร ผู้ประกอบการหลายรายจึงกระโดดเข้าสู่วงการ Food Delivery ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน
 
  • ซึ่งการทำเดลิเวอรีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด มีปัญหาจุกจิกกวนใจซุกซ่อนอยู่มากมาย ถึงขนาดว่าผู้ประกอบการร้านอาหารหลายคนถึงกับถอดใจ ปิดร้านเพื่อคงเงินสดเอาไว้แทนที่จะทำเดลิเวอรี
 
  • ความยากของการทำเดลิเวอรีนี้คืออะไร เหรียญอีกด้านที่ผู้ประกอบการต้องรู้มีอะไรบ้าง เรามี 10 ข้อที่คุณควรรู้ก่อนเข้าสู่วงการ Food Delivery มาฝากกัน




       เพราะสถานการณ์ตอนนี้บีบบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว บางคนพลิกโมเดลธุรกิจ ต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เห็นได้ชัดจากธุรกิจร้านอาหารที่เคยขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียวก็ต้องกระโดดเข้าสู่วงการเดลิเวอรีแบบเต็มตัวในเวลาอันรวดเร็ว เพราะถ้าไม่ปรับก็ไม่รอด แต่ใครจะรู้ว่าวงการ Food Delivery ยังมีเหรียญอีกด้านที่คุณต้องระวังให้ดี!
               

      ก่อนหน้านี้เริ่มมีเสียงแว่วๆ บนโลกออนไลน์ของผู้ประกอบการร้านอาหารที่เข้ามาทำเดลิเวอรีแล้วประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่งที่แชร์ประสบการณ์ทำร้านอาหารในยุคโควิด อย่างคุณ ‘@TTOOPPTTTOOOPPP’ เจ้าของร้านขายเนื้อ Tiny Rabbit Grocery ที่เล่าเรื่องราวเบื้องหลังเดลิเวอรีได้น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลมากมายที่เราได้รวบรวมมาให้ผู้ประกอบการร้านอาหารได้อ่านเพื่อเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะกระโดดเข้าสู่วงการ Food Delivery
 


 
  1. ต้นทุนเพิ่มแต่กำไรอาจไม่เหลือเลย


      สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการร้านอาหารอาจจะไม่รู้มาก่อนนั่นคือการขายอาหารผ่านแอปพลิเคชันไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด SME บางรายคิดว่าแพลตฟอร์มออนไลน์คือของฟรี การเอาตัวเองไปผูกกับแอปพลิเคชันที่ให้บริการ Food Delivery จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แค่ขายของหน้าร้านเหมือนปกติและก็มีคนไปส่งของให้ลูกค้า แต่แท้จริงแล้ว ร้านค้าจะต้องถูกหักค่า GP และค่าคอมมิชชั่น


      ร้านค้าหลายร้าน ไม่ได้บวกค่า GP เข้าไปอยู่ในราคาขาย Food Cost ส่วนใหญ่ของร้านอาหารจึงเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวโดยที่คุณยังต้องขายอาหารในราคาเท่าเดิม เมื่อบวกลบดูแล้ว คุณอาจจะได้ไม่คุ้มเสียก็เป็นได้
 


      ข้อมูลเพิ่มเติมค่าบริการของแอปพลิเคชั่น Food Delivery
 
  • Grab Food เก็บค่าบริการรายเดือน โดยคิดค่าคอมมิชชั่น 30 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

  • Line Man ไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัครและการให้บริการ ร้านค้าจะไม่ถูกหักเปอร์เซ็นต์ใดๆ ยกเว้นเข้าร่วมโครงการค่าส่ง 10 บาท จะมีการเก็บค่าคอมมิชชั่น 25-30 เปอร์เซ็นต์

  • GET เก็บค่าคอมมิชชั่น 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยร้านค้าจะต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่น ‘GoBiz’ เพื่อรับออเดอร์และตรวจสอบยอดขาย

  • Foodpanda เก็บค่าคอมมิชชั่น 35 เปอร์เซ็นต์จากมูลค่าออเดอร์ทั้งหมด
 


 
  1. ชื่อเสียงกลายเป็นชื่อเสียเพราะรีวิวลูกค้า


      หากคุณเปิดร้านอาหารปกติ เมื่อทำผิดพลาด พนักงานบริการไม่ดี ลูกค้าอาจคอมเพลนคุณตรงนั้นเลย คุณก็จัดการแก้ไขได้ทันท่วงที รับรู้กันแค่คนที่อยู่ภายในร้าน แต่ในการขายอาหารเดลิเวอรี หากคุณทำผิดพลาด ลูกค้าก็จะออกมารีวิวในแง่ลบด้วยความไม่พอใจ เช่น ขายแพงขึ้น อาหารปริมาณลดลง รสชาติไม่อร่อยเหมือนหน้าร้าน กลายเป็นพลังเสียงเชิงลบกลับมายังร้านค้า ทำให้ยอดขายอาจตกลงได้ในชั่วพริบตา
 

 
  1. รักษาคุณภาพให้เหมือนหน้าร้าน


      อีกหนึ่งความยากของการขายอาหารเดลิเวอรีนั่นคือการคงรสชาติและคุณภาพให้เหมือนการขายหน้าร้าน นั่นหมายความว่าคุณจะขายอาหารแล้วใส่ห่อเหมือนตอนคนมาซื้อกลับบ้านจากร้านไม่ได้ แต่คุณจำเป็นต้องคำนึงถึงกระบวนการขนส่ง ระยะเวลา แพ็กเกจจิ้ง ร้านอาหารจึงต้องปรับสูตรอาหารและบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการเดลิเวอรีเพื่อคงความอร่อยให้เหมือนตอนขายหน้าร้าน
 



 
  1. แบกรับต้นทุนเรื่องแพ็คเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น

      เพราะแพ็คเกจจิ้งคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเดลิเวอรีแต่ร้านค้าปรับราคาขายขึ้นไม่ได้ ในการรักษาคุณภาพอาหาร ร้านค้าจึงต้องเลือกแพ็คเกจจิ้งที่ดี มีคุณภาพมาใส่อาหารของตัวเอง นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างการใช้กล่องรักษ์โลกตลอดจนพลาสติกที่นำเข้าไมโครเวฟได้เพื่อให้ลูกค้าสามารถอุ่นอาหารทานได้ ซึ่งแพ็คเกจจิ้งเหล่านี้มีราคาสูงกว่าแพ็คเกจจิ้งทั่วไป แต่ร้านค้าไม่สามารถผลักภาระให้ลูกค้าโดยเพิ่มราคาสินค้าได้มากนัก ร้านค้าจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่งผลให้กำไรลดลง
 



 
  1. ความผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร


      อีกหนึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นคือการสื่อสารระหว่างลูกคค้า ร้านค้าและพนักงานส่งอาหาร เช่น ร้านปิด แต่ในระบบไม่แจ้ง ทำให้ลูกค้ากดสั่งอาหารและคนขับก็มารับอาหาร หรือพนักงานอาจจะแก้ปัญหาโดยการไปสั่งร้านอื่น ทำให้ลูกค้าได้อาหารไม่ตรงปก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกระบวนการระหว่างจัดส่งที่ผิดพลาด ทำให้อาหารเสียหาย ซึ่งลูกค้ามักจะคอมเพลนร้านอาหารมากกว่าแอปพลิเคชันหรือพนักงานจัดส่งที่ให้บริการ
 


 
  1. สภาพแวดล้อม อากาศ ส่งผลให้อาหารเสียหาย


      ปัญหาที่ใหญ่หลวงนักของการทำอาหารแบบเดลิเวอรีนั่นคืออาหารบูด อาหารเสีย เนื่องจากร้านค้าทำอาหารสดใหม่และบรรจุใส่กล่องในขณะที่อาหารยังร้อนอยู่ หากลูกค้ารับประทานในทันทีที่ได้รับ ก็คงไม่เกิดปัญหาเรื่องอาหารบูด แต่ลูกค้าบางรายตั้งทิ้งไว้ก่อนหรือค่อยรับประทานตอนเย็น ทำให้อาหารเสียง่ายมาก หรือแม้แต่อาหารไปส่งช้ากว่าที่คาดไว้ ท่ามกลางอากาศร้อนๆ อาหารก็เสียได้เช่นกัน และหนึ่งในวิธีการเซฟอาหารบูดที่เจ้าของร้านขายเนื้อ Tiny Rabbit Grocery ได้แชร์ไว้คือการที่ร้านอาหารทำอาหารเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น ค่อนแพ็คลงกล่องแล้วเข้าตู้เย็น จะช่วยลดการบูดของอาหารได้ แต่ก็อาจจะไม่ทันท่วงทีกับออเดอร์ที่เข้ามาในแต่ละวัน นี่จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านถอดใจ
 
 
  1. กระโดดมาเล่นเกมที่ไม่ถนัด


      มีร้านอาหารมากมายที่ไม่เคยทำเดลิเวอรีมาก่อนและไม่เคยคิดจะทำ อย่างเช่น ร้านบุฟเฟต์ ร้าน Fine Dining ร้านอาหารทอด ที่ยากต่อการทำเดลิเวอรีก็ต้องผันตัวเองมาทำอาหารกล่องเพื่อรักษาให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เช่น เชฟจากร้าน Fine Dining ที่ต้องปรับสูตรเมนูให้กลายเป็นข้าวกล่องธรรมดาเพื่อให้ลูกค้ากดสั่งไปรับประทานที่บ้าน แต่หากวันใดที่เปลี่ยนมือเชฟ รสชาติอาหารก็จะเปลี่ยนไป เป็นต้น หรือแม้แต่ร้านบุฟเฟต์ที่ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้ขายได้ เช่นร้าน Penguin Eat Shabu ที่ทำทั้งข้าวกล่อง ชาบูเสิร์ฟพร้อมหม้อ เป็นต้น
 
 
  1. ต้องจัดระบบภายในใหม่ทั้งหมด


       การทำเดลิเวอรี หากคุณพลาดหนึ่งครั้ง รีวิวจะอยู่ตลอดไป สิ่งสำคัญที่ต้องทำนั่นคือการจัดระบบภายใน ทั้งวิธีการทำอาหาร การรับออเดอร์ การทำงานของพนักงาน ต้องปรับใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเป็นการพลิกโมเดล จากร้านที่เสิร์ฟลูกค้าหน้าร้านมาเป็นการแพ็คอาหารส่ง อย่างร้าน Penguin Eat Shabu ที่แชร์ประสบการณ์ของตัวเองว่าในการทำร้านชาบูเดลิเวอรี หากคุณลืมใส่น้ำซุปเข้าไปให้ลูกค้า คือจบทันที เพราะคนขับก็ไปส่งแล้ว ลูกค้าได้รับของแล้ว ร้านค้าต้องเสียค่าส่งเองทั้งหมดเพื่อนำน้ำซุปไปให้ลูกค้า กลายเป็นว่าออเดอร์นี้ขาดทุน 100 เปอร์เซ็นต์แถมลูกค้ายังรู้สึกไม่ดีด้วย
 
 
  1. มีปัจจัยมากมายที่คุมไม่ได้


       สภาพอากาศ คนขับหลงทาง ฝนตก และอื่นๆ อีกมากมายที่ร้านอาหารควบคุมไม่ได้ ซึ่งปัจจัยภายนอกเหล่านี้อาจทำให้อาหารของคุณเสียหายก่อนไปถึงมือลูกค้า แต่ทางที่ดีที่สุดนั่นคือการทำในส่วนของคุณให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเจอ ป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดซ้ำ เมื่อทำถึงจุดหนึ่งคุณอาจจะค้นพบวิธีการที่ใช่ในการทำเดลิเวอรีแบบฉบับของคุณก็เป็นได้
 



 
  1. อาหารทุกอย่างไม่ได้เหมาะกับเดลิเวอรี


       ของทอด หากไม่รับประทานในทันทีก็เหี่ยว นุ่ม ไม่กรอบ ไม่อร่อย ของสด หากเจออากาศร้อน ทิ้งไว้ข้างนอกนานๆ ก็เสียง่าย เมนูที่ต้นทุนสูง ส่งผ่านเดลิเวอรีอาจขาดทุนได้ง่ายๆ มีหลายร้านที่ปรับตัวมาทำเดลิเวอรีและต้องเลือกขายเฉพาะบางเมนูที่จะทำให้ร้านอยู่รอดหรือปรับวัตถุดิบลงหน่อยเพื่อยังให้พอมีกำไรต่อไปได้ หากคุณอยากผันตัวมาทำเดลิเวอรีก็ต้องคิดเรื่องเมนูให้ดี อย่าลืมคำนวณค่า GP ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าพนักงาน ค่าเช่าที่ ค่าน้ำค่าไฟและเงินเดือนคุณเองด้วย
 
               

      ยากแต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าการทำเดลิเวอรีจะต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการจัดการแต่ก็เป็นทางรอดของธุรกิจในยุคโควิด หากคุณปรับตัวได้ดี แก้ไขปัญหาที่เจอได้ทันท่วงทีและเรียนรู้จากความผิดพลาด เราเชื่อว่าคุณจะสามารถไปต่อได้อย่างแน่นอน
 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง