เจาะลึก Conscious ASEANs ผู้บริโภคสายพันธุ์ใหม่ที่พร้อมจ่ายให้แบรนด์ที่ใส่ใจสังคม



 
Main Idea
 
  • กลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนที่ใส่ใจประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพวกเขาพร้อมมีส่วนร่วมช่วยผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม ส่งผลต่อแนวคิดและพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการ
 
  • ผู้บริโภคกลุ่มนี้มักเลือกซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่มีแนวความคิดเดียวกัน ทั้งยังยอมควักเงินมากขึ้นเพื่อจ่ายให้กับผลิตภัณฑ์และบริการที่ใส่ใจสังคมและโลกใบนี้
 
  • นี่เป็นโอกาสของผู้ประกอบการและแบรนด์ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในการเอาชนะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้
 

           
   
     เมื่อเปิดโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ เราจะได้เห็นคนกำลังใส่ใจประเด็นร้อนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความแตกต่างทางเพศ หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างภาวะโลกร้อน การบุกรุกพื้นที่ป่า หรือมลภาวะทางทะเล พวกเขาพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและเคลื่อนไหวให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม นี่คือสัญญาณของการเข้าสู่ Conscious Lifestyle ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ นับจากนี้

 


 
  • ผู้บริโภคตระหนักรู้จากเรื่องใกล้ตัว
              
     ศูนย์วิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ ฮิลล์ อาเซียน เผยผลวิจัยศึกษากลุ่มผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีวิถีชีวิตที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าคนอาเซียนประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์รู้จัก Conscious Lifestyle หรือวิถีชีวิตที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม และเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบ Conscious Lifestyle โดยเฉพาะเมื่อได้ผ่านช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้คนใส่ใจพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองมากขึ้น
              

     ปัจจุบันมีผู้บริโภคกลุ่ม Conscious Consumer เพิ่มขึ้นจำนวนมากทั่วโลก แต่สาเหตุที่ชาวอาเซียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาใช้ชีวิตแบบใส่ใจสังคมโลกและสิ่งแวดล้อมเพราะเรื่องเหล่านี้กำลังกระทบกับพวกเขาโดยตรง ทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม การถูกกดขี่ทางเพศ หรือเคยประสบภัยพิบัติ กระตุ้นให้พวกเขาปรับพฤติกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น แตกต่างจากชาวตะวันตกที่ใส่ใจสังคมโลกในภาพกว้างในเชิงผลกระทบต่อโลก เช่น โลกร้อนหรือน้ำแข็งละลาย

 


 
  • ยิ่งใส่ใจสังคม ยิ่งได้ใจผู้บริโภค
              
     พฤติกรรมของเหล่า Conscious Consumer คือ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากแบรนด์ที่มีแนวคิดเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดย 82 เปอร์เซ็นต์บอกว่าพร้อมจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ที่สนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และ 81 เปอร์เซ็นต์เต็มใจจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใส่ใจสังคมโลก ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้จำนวน 48 เปอร์เซ็นต์ยินดีจ่ายมากขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว


     จากการผลการสำรวจพบว่า 3 ปัจจัยแรกในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค คือ 1. ความจำเป็นในการใช้งาน 2. ราคา และ 3. เป็นสินค้าและบริการที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากกว่าดีไซน์และชื่อเสียงของแบรนด์เสียอีก ในกรณีที่สินค้าเหมือนกัน ราคาใกล้เคียงกัน แบรนด์ที่ให้คุณค่าในเชิงความใส่ใจต่อผลกระทบในสังคมจะได้ใจผู้บริโภคในทันที






     อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้มองว่าผู้ประกอบการหรือแบรนด์เจ้าของสินค้าเป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วลงโทษด้วยการตำหนิติเตียน (Shaming) และไม่ซื้อสินค้า (Boycott) แต่มองว่าผู้ประกอบการธุรกิจสามารถเป็นพันธมิตร และร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ จึงแสดงออกด้วยการอุดหนุนซื้อสินค้า (Buycott) ของแบรนด์และผู้ประกอบการที่พยายามช่วยแก้ปัญหา สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงชักชวนให้ผู้อื่นซื้อเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและแบรนด์ในการสร้างการยอมรับและชนะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้
              
 
  • การปรับตัวให้เป็นแบรนด์นักใส่ใจ
              
     Conscious Consumer มองแบรนด์เป็น Part of the solution คือเป็นผู้ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหา จึงจำเป็นอย่างมากที่แบรนด์จะต้องลุกขึ้นยืนหยัดอุดมการณ์เพื่อแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะสู้ไปด้วยกันกับเหล่าผู้บริโภคด้วยการเปลี่ยนจาก การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ CSR มาเป็น CSI (Conscious and Sustainable Initiative) ที่มีความต่อเนื่องมากกว่าและเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร อีกทั้งสามารถพัฒนาเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรและใช้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
 
              



     นอกจากนี้ยังได้แนะแนวทางการปรับตัวด้านการตลาดของแบรนด์และผู้ประกอบการธุรกิจใน 3 ด้าน คือ

 
  1. อุดมการณ์ของแบรนด์ (Brand Cause)
              
     แบรนด์ไม่จำเป็นต้องพูดถึงทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ให้พิจารณาเลือกประเด็นปัญหาหรือคุณค่าเพียงอย่างเดียวมาเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญ และเจาะจงทำเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่องจริงจัง
              

     ที่สำคัญควรยืนหยัดเพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่แบรนด์ต้องการขาย ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์ และช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
 
 
  1. การแสดงออกของแบรนด์ (Brand Expression)
              
     แบรนด์ควรกระตุ้นให้ผู้คนหันมามีวิถีชีวิตที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน หรือมีลักษณะคล้ายเกม ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีด้วย
 


 
  1. ความร่วมมือกับพันธมิตร (Brand Collaboration)
              
     ผู้บริโภคมองว่าผู้มีอิทธิพลทางความคิด (key opinion leader) หรือ KOL และผู้นำชุมชนต่างๆ มีความน่าเชื่อถือและเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุน การร่วมมือกับ KOL หรือผู้นำชุมชนที่เหมาะสมจะทำให้แบรนด์เป็นที่ชื่นชมและสนับสนุนมากขึ้น รวมถึงควรช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนและสนับสนุนแนวทางของชุมชนในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม
              
                
     วันนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป และมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างหลากหลายขึ้นทุกวัน ฉะนั้น SME ต้องตามให้ทันกลุ่มลูกค้าของตัวเอง เข้าอกเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะหาทางเอาชนะใจ “กลุ่มลูกค้าตัวจริง” ให้ได้
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง