เมื่อ Food Delivery ครึ่งปีหลัง แข่งดุ ร้านอาหารและผู้บริโภคจะได้อานิสงส์นี้อย่างไร

TEXT : กองบรรณาธิการ

เรียบเรียงจากบทความ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 
 

 

Main Idea
 
  • ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์กันมากขึ้น Food Delivery หรือการสั่งอาหารออนไลน์ จึงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ดูจะเติบโตไปได้ดี เพราะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น
 
  • ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์เกิดโรคระบาดที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น การออกมาเลือกซื้ออาหาร หรือบริโภคอาหารนอกบ้าน จึงลดจำนวนน้อยลง ธุรกิจ Food Delivery จึงเติบโตขึ้นตามลำดับ
 
  • จนส่งผลให้กลายเป็นธุรกิจที่มาแรงในครึ่งปีหลัง และคาดการณ์ว่าจะมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ ลงมาเล่นอยู่ในตลาดอีกมาก ร้านอาหารและผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้อย่างไร ไปดูกัน
 
 
 

     จากวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ธุรกิจการจัดส่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ กลายเป็นช่องทางสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและผู้บริโภค จากข้อมูลของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์พบว่ามีจำนวนร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง สมัครเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร ไม่น้อยกว่า 20,000 รายต่อสัปดาห์


     ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2563 จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหาร Food Delivery เติบโตสูงขึ้นประมาณ 150 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สำหรับทิศทางของตลาด Food Delivery  และภาพรวมการแข่งขันในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 หลังจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Food Delivery จะมีมากขึ้น จากความนิยมของผู้บริโภคในการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหาร ทำให้ตลาด Food Delivery เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง





     คาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Food Delivery ทั้งต่างชาติและไทยเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ด้วยรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ (Business Model) ที่ต่างจากเดิม เช่น การไม่เก็บค่าบริการต่างๆ จากร้านอาหาร (ปัจจุบันผู้ให้บริการมีการหักค่าบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและอัตราที่จะมีความแตกต่างกัน แต่อาจสูงถึงร้อยละ 35) การหักค่าบริการจากกำไรขั้นต้น (ค่า GP) และอื่นๆ รวมถึงระยะเวลาการชำระเงินคืนกลับไปยังร้านอาหารที่รวดเร็วขึ้น การเพิ่มคุณสมบัติและระบบการทำงานของแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน หรือวิธีการออกแบบการทำงานของแอปพลิเคชัน การจัดส่งที่ให้ร้านอาหารสามารถเปรียบเทียบราคาค่าส่งจากผู้ให้บริการได้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค
              

     โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จะสร้างความตื่นตัวและส่งผลต่อธุรกิจ Food Delivery ได้หลากหลายมิติ เช่น
 



 
  1. กระตุ้นให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Food Delivery รายเดิม ต้องจัดโปรโมชั่นด้านราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานตลาดและความสามารถในการแข่งขัน โดยหลังจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ในประเทศดีขึ้น  ร้านอาหารสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ จึงอาจส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ชะลอตัวลง
 
  1. การแข่งขันอาจรุนแรงขึ้น รวมถึงสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในการทำตลาด การเข้ามาของผู้ให้บริการ Food Delivery รายใหม่ๆ ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร เนื่องจากมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถเลือกใช้บริการในแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุนได้ แต่ขณะเดียวกันเองผู้ประกอบการร้านอาหารก็พึงควรระวังถึงการแข่งขันระหว่างร้านอาหารที่อาจรุนแรงขึ้นด้วย เพราะแต่ละร้านก็ต่างหากลยุทธ์มามัดใจลูกค้า โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา การทำโปรโมชั่นต่างๆ อีกทั้งการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นเอง อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบราคาจากหลายช่องทาง ร้านอาหารจึงไม่สามารถทำราคาได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าราคาหน้าร้าน หรือราคาขายผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ต้องบวกค่าบริการเพิ่ม และเงื่อนไขการใช้บริการที่แตกต่างกันออกไป
 


 
  1. การปรับ Business Model สร้างความสมดุลและประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจมากขึ้น เพราะเมื่อผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามาด้วยรูปแบบของธุรกิจที่ต้องการแก้ไขจุดอ่อนของตลาด ย่อมส่งผลให้ผู้ให้บริการรายเดิมต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเข้ามา อาทิ เงื่อนไขบางประการเพื่อให้เหมาะสมกับพาร์ตเนอร์แต่ละกลุ่ม เช่น การปรับรูปแบบการคิดค่าบริการจากร้านอาหารและผู้ให้บริการรับจ้างส่งอาหาร การปรับสวัสดิการสำหรับผู้ขับขี่ รวมถึงการจัดสร้างครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการสั่งอาหารข้ามพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย ทั้งหมดก็เพื่อสร้างให้เกิดสมดุลในห่วงโซ่ธุรกิจ และรักษาจำนวนพาร์ตเนอร์ของแพลตฟอร์มด้วย
 
  1. การพัฒนาแอปพลิเคชันของผู้เล่นรายเดิม เข้าสู่ Super Application ด้วยการให้บริการครอบคลุมไปยังกิจกรรมอื่นๆ ของผู้บริโภค ผู้ให้บริการ Food Delivery จะมีการเร่งพัฒนาการใช้งานของแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมไปยังกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค หรือมีลักษณะเป็น One-Stop Application มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจ Food Delivery ต้องใช้งบประมาณสูงในการกระตุ้นตลาดและใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาทำตลาด จึงอาจส่งผลกระทบให้กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจติดลบได้ กอปรกับการระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากภายนอก ก็อาจทำได้ยากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางเช่นนี้
 
 
 
  • จับตา Food Delivery ครึ่งปีหลัง
 
     สำหรับทิศทางของตลาดธุรกิจ Food Delivery ในช่วงที่เหลือของปี 2563 นี้ หลังการระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลง และธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการดังเดิม ความนิยมในการสั่งอาหารออนไลน์อาจไม่ได้สูงเท่ากับในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ยังถือว่าสูงมากขึ้นกว่าตอนที่สถานการณ์ปกติ เนื่องจากความนิยมในการใช้บริการยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความวิตกกังวลเรื่องการระบาดรอบ 2 ที่อาจกลับมาได้ จึงทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มยังคงเลือกสั่งอาหารมารับประทานยังที่อยู่อาศัย มากกว่าที่จะออกไปเลือกซื้อเอง
              



     นอกจากนี้ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารเอง บางรายก็ได้มีการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจและการลงทุนของตัวเองด้วย เช่น การลดจำนวนการขยายสาขาที่ให้บริการเต็มรูปแบบ และหันมาเปิดร้านขนาดเล็ก หรือแบบ Kiosk แทน รวมถึงการปรับขั้นตอนปฏิบัติการ และรูปแบบร้านให้รองรับกับการสั่งอาหารแบบ Food Delivery มากขึ้นเป็นต้น


     สำหรับผู้ให้บริการสั่งอาหารออนไลน์รายใหม่ที่จะเข้ามาลงเล่นในตลาด ก็น่าจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นระหว่างแพลตฟอร์มด้วยกันเอง ทำให้เกิดการกระตุ้นตลาดที่มากขึ้น และทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารน่าจะเติบโตขึ้นได้ถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่หากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศกลับมามีการระบาดอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตสูงขึ้นไปอีก โดยทั้งนี้ในปี 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารจะมีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 78.0 - 84.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
 
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง