ส่องตลาดของขวัญปี 63 คนงดช้อป! กิฟต์เซ็ตไม่ใช่คำตอบ ทำยังไงจะได้ไปต่อในปี 64

TEXT : กองบรรณาธิการ





       สถานการณ์ในตลาดของขวัญของชำร่วยปีนี้ซึมยาวกว่าที่คิด เมื่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของขวัญปีใหม่ยังไม่กลับมา ผู้คนงดช้อป ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ประเพณี “มอบของขวัญ” ในช่วงเทศกาลเลยพาลต้องเงียบเหงาซึมเซาลงตามไปด้วย
               

     SME Thailand คุยกับ “จิรบูลย์ วิทยสิงห์” นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เพื่อร่วมสะท้อนสถานการณ์ธุรกิจของขวัญของชำร่วยไทย ในปีแห่งโควิด-19 ที่ยังคงเจ็บหนัก และหักมุม จนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว พลิกเกมรบ เพื่ออยู่รอดและไปต่อในปี 2564



               
               
คนงดช้อป วิกฤตของขวัญปี 2563


     ในอดีตหรือแม้แต่ในปีที่เกิดวิกฤตหนักๆ ที่ผ่านมา เมื่อใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ หนึ่งในตลาดที่จะฟื้นกลับมาคึกคักก็คือตลาดของขวัญ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถือกันมานาน ว่าช่วงเทศกาลก็ต้องมีการมอบของขวัญให้แก่กัน แต่ทว่าคงไม่ใช่กับปีที่สถานการณ์โควิด-19 เข้าโถมใส่อย่างปี 2563


     “ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากทุกปีมาก เพราะว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป อย่างที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ออกสำรวจตลาด พบว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมโดยเฉพาะการซื้อของขวัญ เพราะต้องอย่าลืมว่าเราอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น แต่พอเกิดโควิด การจับจ่ายใช้สอยของผู้คนจะเปลี่ยนคือเขาจะไม่ฟุ่มเฟือย เป็นอะไรที่กระชากความรู้สึกคนได้ค่อนข้างแรง เพราะโดยปกติที่ผ่านมาแม้กระทั่งปีที่เกิดน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ปิดบ้านปิดเมือง อารมณ์ของคนซื้อต่อให้แย่ที่สุดยังไงเขาก็ยังให้ความสำคัญกับการซื้อของขวัญปีใหม่ แต่ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคหักมุมเลย เขาตัดใจไม่ซื้อเลย ขณะที่คนรับเองก็เฉยๆ เหมือนเข้าใจสถานการณ์ดีว่าเกิดอะไรขึ้น”



 

ของกระจุกกระจิกขายไม่ได้ กิฟต์เซ็ตไม่ใช่คำตอบ


       ในอดีตพอถึงช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ หนึ่งในตลาดที่สุดแสนจะคึกคักก็คือสำเพ็ง เมื่อผู้คนแห่แหนไปช้อปของขวัญปีใหม่ราคาถูก ซื้อจำนวนมากชิ้นได้อย่างสบายกระเป๋า ทั้งแบบซื้อมาขายต่อและซื้อฝากเพื่อนฝูงญาติมิตร แต่สำเพ็งปีนี้ก็อาจไม่คึกคักเหมือนปีเก่า ของกระจุกกระจิกที่เคยขายดี ปีนี้กลับเงียบเหงา       


     “หนึ่งในตลาดที่เราไปมอนิเตอร์เป็นตลาดของขวัญที่ใหญ่ที่สุดอย่างสำเพ็ง  พบว่าคนเดินลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญถ้าเป็นร้านที่ขายสินค้าพวกของกระจุกกระจิก ที่เขาซื้อทีละเยอะๆ เพื่อเอาไปแจกเพื่อนฝูงอะไรอย่างนี้ อันนี้แทบไม่มีคนเข้าร้านเลย มีแต่คนขายมายืนรอกัน”


      ในส่วนของขวัญที่จัดเป็นกิฟต์เซ็ต (Gift Set) ก็ต้องปรับตัวเพราะการขายเป็นเซ็ต ชิ้นใหญ่ และราคาแพง อาจไม่ใช่คำตอบของคนในยุคนี้


     “ซึ่งนี่กระทบกับกลุ่มของขวัญที่เป็นกิฟต์เซ็ตอย่างมาก เพราะสมัยก่อนกิฟต์เซ็ตจะเป็นทางออกของผู้ประกอบการในช่วงนาทีสุดท้าย ไม่มีอะไรก็จะเอาของเดิมใส่ตะกร้าแล้วเอามาขาย แต่ปีนี้มองว่ากลุ่มนี้จะไม่ค่อยขยับเขยื้อนเท่าไหร่เพราะว่าทุกคนลดวอลุ่มในการซื้อลง ลดมูลค่าการซื้อต่อคนต่อชิ้นลงด้วย ฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องซอยชิ้นให้ราคาถูกลง ต้องแยกขาย ทุกปีเราจะแนะนำให้รวมขายเป็นกิฟต์เซ็ต แต่ปีนี้กลับข้างกันเลยเป็นแยกขาย เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น”




 
สินค้าเกี่ยวกับโควิดยังไปต่อ


      อย่างไรก็ตามแม้เทรนด์ของตลาดของขวัญในปีนี้จะเงียบเหงากว่าทุกปี แต่ยังมีสินค้าอีกกลุ่มที่ยังคงคึกคัก นั่นคือกลุ่มของขวัญที่เกาะไปกับสถานการณ์โควิด เช่น สินค้าพวกหน้ากาก สายคล้องหน้ากาก และเจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น


     “ปีนี้กลุ่มสินค้าที่ยังขายดีก็คือ ที่เกาะกระแสโควิด อย่างเช่น พวกหน้ากากอะไรพวกนี้ยังคงขายดีอยู่ เพราะเป็นของที่ต้องใช้ต้องสัมผัสในชีวิตประจำวัน อย่างหน้ากากถาวรแบบที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้ง ก็เริ่มมีดีไซน์มากขึ้น มีรูปแบบใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ซึ่งตลาดนี้ยังใหญ่มาก ส่วนในฝั่งของผู้ประกอบการเอง รายที่เขาเปลี่ยนตัวเองเร็วหน่อยในช่วงเกิดโควิดแรกๆ วันนี้หลายคนก็ยึดเป็นอาชีพเลย


     อย่างในกลุ่มของเรามีรายหนึ่งเขาทำเทียนหอมส่งออกอยู่ พอเกิดโควิดส่งออกไม่ได้ ก็ตัดสินใจซื้อจักรแล้วให้ลูกน้องที่หล่อเทียนอยู่ 5-6 คน ไปเย็บหน้ากากแทน แล้วเขาก็ตั้งทีมไปขายตามตลาดนัด ตามตึก ต่างๆ ซึ่งเขาบอกว่า ขายดีและเขาอยู่ได้เลย กลายเป็นว่าตอนนี้เขาเอาลูกน้องที่อยู่ในออฟฟิศและอยู่ในไลน์ผลิตไปประจำตามจุดต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้อะไรเลย ไปนั่งเฝ้าบูธแล้วก็ขายของแค่นั้นเอง ที่น่าสนใจคือ วันนี้เขาไปนำเสนอหน้ากากให้กับลูกค้าที่เคยซื้อเทียนหอมของเขาในต่างประเทศด้วย เพราะอย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ความต้องการแค่ในประเทศไทยเราอย่างเดียว แต่ต่างประเทศเขาก็ต้องการด้วย กลายเป็นว่าเขาส่งออกได้ ขณะที่ตอนนี้ตลาดเทียนของเขาก็เริ่มกลับมาแล้ว” เขาบอกถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในตลาดของขวัญยุคโควิด

 


อยากรอดต้องเปลี่ยน อยากไปต่อต้องปรับมายด์เซ็ต
               

     จิรบูลย์ ยอมรับว่าปีนี้อุตสาหกรรมของขวัญยังคงอยู่กันอย่างยากลำบาก และในจำนวนนี้ก็มีหลายรายที่ต้องล้มหายตายจากไปแล้ว โดยเขาฉายภาพจริงให้ฟังว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่หยุดกิจการและออกจากตลาดไปแล้วประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์  ในอีก 50 เปอร์เซ็นต์ กำลังดิ้นรนเอาตัวรอด โดยที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มนี้ก็เป็นพวกลักปิดลักเปิด อยู่กันแบบถูลู่ถูกัง ส่วนที่รอดและปรับตัวได้จริงๆ ก็มีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น  


     “ใน 100 เปอร์เซ็นต์ เรามีกลุ่มที่ปรับตัวได้ประมาณ  20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาปรับได้เพราะไม่ยึดติด มองหาโอกาสในวิกฤตอยู่เสมอ และจากที่เคยขายสินค้าล็อตใหญ่ๆ ก็ยอมมาขายแบบเก็บเล็กผสมน้อย ซึ่งผู้ประกอบการบางคนเขายังติดยึดอยู่บนหอคอย บางคนก็อาจจะติดว่าไม่ได้สิ ฉันเคยขายอันนี้อยู่จะให้เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นได้ยังไง แต่การทำธุรกิจวันนี้เราต้องไม่ติดยึด เราถึงจะขายของได้ ที่สำคัญเราต้องรู้จักเอาดิจิทัลมาใช้ในการทำธุรกิจด้วย”


     จิรบูลย์ย้ำ ก่อนฉายภาพปีหน้าให้ฟังว่า หากสถานการณ์โควิดดีขึ้น ธุรกิจของขวัญก็อาจจะเริ่มกลับมา เพียงแต่จะเป็นการกลับมาแบบค่อยๆ โต คงเป็นเรื่องยากที่จะให้กลับมาเหมือนปีที่เคยดีก่อนหน้านี้


     “ผมมองว่า การบริโภคในประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อย่าไปหวังพึ่งส่งออก ส่งออกเป็นแค่ผลพลอยได้เรียกว่าเป็นโบนัสก็แล้วกัน มองว่ามันยังมีโอกาสที่จะโตกลับขึ้นมาได้สักประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงไม่กลับมาที่เก่าอย่างรวดเร็วหรอก ต้องค่อยๆ โต สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการเราเองต้องปรับตัว และต้องขยับตัวเร็วอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ พวกนี้ถ้ายังปิดกั้นตัวเองอยู่ ผมว่าเขาจะหลุดยุคไปเลย” เขาสรุปในตอนท้าย







 

 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง