30 บทเรียน ล้ำค่าได้มาหลังจากยิงแอด 200 ล้านบาท ตำราแสนแพงของเด็กประกอบการ วัชระ ทองสุข




       เพราะชีวิตไม่ได้สวยหรูตั้งแต่เกิดทำให้ ออฟ วัชระ ทองสุข ต้องทำงานส่งตัวเองเรียนสามารถหาเงินแสนได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี จนได้จับเงินล้านอายุ 18 ปี แต่โชคชะตาก็เหมือนมาทดสอบ เมื่อเงินที่สะสมไว้กว่า 4 ล้านบาทนั้นหายวับไปเกือบหมดไปในระยะเวลา 4 เดือน ถึงจะตกใจแต่ไม่หมดไฟ เขาถือคติว่าที่ผ่านมาคือกำไร แค่กลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ หันไปจับธุรกิจออนไลน์ภายใต้ บริษัท บีฟอร์มี จำกัด ที่จำหน่ายสินค้ามากกว่า 100 SKU สร้างรายได้ให้เจ้าตัวเดือนละ 20 ล้านบาท

  
         กว่าจะมาถึงวันนี้เจ้าตัวต้องเสียเงินค่ายิงแอดโฆษณาเฟซบุ๊กไปกว่า 200 ล้านบาทนี่คือ 30 บทเรียน ล้ำค่าที่เขาได้มากับตัวเอง
 



 
1. การยิงแอดไม่มีสูตรตายตัว วันนี้อาจจะยิงแบบนี้แล้วดี แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่ดีแล้วก็ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ "ปรับวิธีการไปเรื่อยๆ" อย่ายึดติดกับสูตร ถ้าไม่ดีก็แค่เปลี่ยนวิธีใหม่

 
2. ถ้าคอนเทนต์ดีจริง (รูป/คลิป + แคปชั่น) ไม่ต้องใส่ความสนใจ ไม่ต้อง Look a Like หว่าน 18-65+ ทั่วประเทศ ก็ปังได้
 

3. AI ของเฟซบุ๊กฉลาดมาก ต่อให้เลือกกลุ่มเป้าหมายเพศหญิง ถ้าสินค้าเหมาะกับผู้ชาย มันก็นำส่งหาผู้ชายอยู่ดี อายุก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องโฟกัสเรื่องกลุ่มเป้าหมาย โฟกัสที่คอนเทนต์

 
4. ถ้าอยากให้ยอดขยับ 5-10% การแก้ไขแอดพอช่วยได้ เช่น ปรับนู่นนิดนี่หน่อย เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนงบ

 
5. แต่ถ้าอยากให้ยอดขยับเกิน 100% ต้องเปลี่ยนคอนเทนต์เท่านั้น

 
6. คำว่า เปลี่ยนคอนเทนต์ บางทีอาจไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมด อาจจะปรับแค่ 3 บรรทัดแรก ก็สามารถเรียกยอดได้แล้ว

 
7. ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ปกติถ้าเราขายไม่ได้แพงมากอยู่แล้ว เปลี่ยนแค่บรรทัดแรกเป็น โปรเฉพาะหน้าฝนนี้ ลด 70% เหลือเพียง xxx บาท พูดง่ายๆ คือพยายามปรับคอนเทนต์ให้มันเป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน

 
8. อย่าคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ กับการกระทำเดิมๆ อยากเปลี่ยนรูป/คลิป แต่ทำเองไม่เป็น ไปจ้างฟรีแลนซ์ทำให้ เสียค่าจ้างรูปละ 300-500 บาท มีประโยชน์กว่ามานั่งใช้รูป/คลิปเดิมแล้วเทสต์ยิงแอดทีละ 300-500 บาท
 

9. โปรโมชัน เป็นสิ่งนึงที่คนมองข้าม มันเป็นสิ่งที่ควรนำมาเทสต์ด้วย 1แถม 1 อาจไม่ดีเสมอไป ถ้าสินค้ามันไม่จำเป็นต้องใช้ 2 อัน ขายอันแรกให้ถูกดีกว่า เป็นต้น

 
10. วันหวยออก=ยอดตก / วันลาซาด้า-ชอปปี้ จัดโปร Double day (1.1, 2.2) = ยอดตก / วิธีแก้ง่ายมาก ก็แค่บรอดแคส จัดโปรเล่นไปบ้างในวันพวกนี้ แล้วคุณจะรักวันพวกนี้ก็ได้




 
11. ทุกวันนี้ผมยอมจ่ายค่าแอดทิ้งเดือนละหลายแสน เพื่อทดสอบสินค้า ทดสอบคอนเทนต์ไปเรื่อยๆ ว่าแบบไหนขายดี มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าอยากอยู่รอดในตลาด
 

12. อย่ายึดติดกับสินค้าเด็ดขาด สินค้านางฟ้ามีจริง แต่มันไม่เป็นนางฟ้าไปตลอด คิดเผื่อไว้เลยว่ามันพร้อมตกสวรรค์ตลอดเวลา
 

13. รีบเทสต์ในขณะที่คุณกำลังมีกำไร เพราะความเครียดมันน้อยกว่าเทสต์ตอนที่คุณกำลังขาดทุน
 

14. ถ้าคุณเลือกจะเป็นนักธุรกิจออนไลน์ คุณต้องขายให้เป็นทุกอย่าง แล้วจะค้นพบว่า ทางตันไม่มีอยู่จริง

 
15. สินค้าแต่ละหมวด รับค่าแอดได้ไม่เท่ากัน เช่น อาหารเสริม/สกินแคร์ แอดมักจะแพง แต่ลูกค้าที่ได้มา สามารถนำไปต่อยอดได้เยอะ เพราะเป็นสินค้าซื้อซ้ำ ถ้าวางแผนดีๆ ลูกค้าคนนึงขายให้เขาได้เป็นปี หรือทำยอดได้ทันทีตั้งแต่การอัพเซลล์ครั้งแรก
 

16. สินค้าจีนทั่วไป เช่น ของใช้ ของเล่น ส่วนใหญ่ค่าแอดจะถูก แต่มูลค่าต่อบิลต่ำ โอกาสขายซ้ำยากกว่าอาหารเสริม เพราะพฤติกรรมคือเขาช็อปไปเรื่อยๆ ทางแก้คือต้องทำแบรนด์ และเน้นขายจับคู่สินค้าอื่นไปเรื่อยๆ

 
17. สินค้าแฟชั่น เป็นหมวดที่ค่าแอดถูกมาก ต้นทุนทักหลักหน่วย อาจเห็นได้จากหมวดนี้ แต่ขายนานไม่ได้ต้องเปลี่ยนแบบไปเรื่อยๆ อย่าสต๊อกแบบใดแบบนึงเยอะไป เพราะคุณอาจจะจมสต๊อก




 
18. สินค้าพรีออเดอร์ ความยากไม่ใช่การหาสินค้า เพราะจับอะไรใน 1688 มาเทสต์ก็ได้ แต่ความยากของมันจริงๆ คือ การบริหาร ทุมยิงแอดไปแล้ว ของที่สั่งจะมาตรงเวลาไหม จะตรงแบบไหม แพ็กทันไหม จะวางแผนกำลังพลยังไงในเมื่อยอดไม่ได้มีให้แพ็กตลอดทุกวัน

 
19. เวลาพยากรณ์กำไรขาดทุนสินค้าพรีออเดอร์ ค่าใช้จ่ายนึงที่ห้ามลืมใส่เด็ดขาด คือโอกาสในการตีคืน ปกติผมจะเผื่อไว้ 5-10% อย่าหลอกตัวเองว่าขายดี แต่สุดท้ายแล้วไม่เหลือเงิน ทำบัญชีให้ดี

 
20. คุยกับชิปปิ้งให้เคลียร์ว่าต้นทุนถึงไทยประมาณกี่บาท คำนวณตั้งแต่ก่อนตั้งราคาเทสต์ขาย (ชิปปิ้งสามารถคำนวณให้ได้เขามีสูตรคิด) ผมเคยเจอคนพรีออเดอร์ 5,000 บ้าน แต่พอมาถึงไทยแล้วขาดทุน เพราะต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์

 
21. พนักงานเทเลเซลล์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่ต้องมี เพราะต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ 1 คน แพงขึ้นทุกวัน

 
22. ประโยชน์ที่แท้จริงของการมีเทเลเซลล์ คือการรีดยอดขายลูกค้าต่อคนให้มากที่สุด ขายครั้งแรกให้หนัก และขายครั้งต่อไปเรื่อยๆ กับลูกค้าคนเดิม อัพเซลล์ไปให้สุด อย่าหยุดจนกว่าลูกค้าจะร้องขอ

 
22. ข้อนี้ฮาร์ดคอร์หน่อย หยุดจ่ายค่าคอมแอดมินเดือนละ 50,000 เดือนละ 100,000 ได้แล้ว วางโครงสร้างรายได้ใหม่ ให้มันเหมาะกับตำแหน่งงานที่เขาทำ เราไม่ได้ใจร้าย แต่เราทำเพื่อให้บริษัทไปต่อ

 
23. คุณรู้อยู่แล้วว่าแอดมินของคุณได้เงินเยอะเกินไป ถ้าเทียบกับหน้าที่ที่เขาทำ ถ้าไม่ตัดสินใจวันนี้ วันข้างหน้าคุณก็ต้องตัดสินใจอยู่ดี อย่ารอให้เขาไปสร้างหนี้บ้าน หนี้รถ แล้วค่อยไปลดเงินเขา แบบนั้นทำร้ายจิตใจกันมากกว่า

 
24. ขาย 2,000 บ้านใน 1 วัน ง่ายกว่า ขาย 200 บ้าน ให้ได้ต่อเนื่อง 1 เดือน จะเป็นนักธุรกิจต้องไม่หวังรวยแบบฉาบฉวย แต่ต้องทำให้มันต่อเนื่องและยั่งยืน

 
25. การสเกลยอดขาย ไม่ใช่แค่การทุ่มยิงแอด แต่เป็นการวางแผนสต็อกล่วงหน้า วางแผนกำลังคนให้เพียงพอ วางแผนกระแสเงินสดให้ไม่ติดขัด




 
26. อยากขายปีละเกินร้อยล้าน สำหรับผม ยากสุด คือบริหารคน บริหารองค์กร และบริหารกระแสเงินสด

 
27. อยากโตแบบก้าวกระโดด มีแค่ใจไม่ได้ มันต้องเดินบัญชีให้รูปแบบบริษัทให้เต็มตัว จ่ายภาษี เหตุผลไม่ใช่อะไร แต่เพื่อเวลาจะหมุนเงินจำนวนมาก ใช้เงินธนาคารจะไวกว่า

 
28. การขายของออนไลน์มุมมองของผมตอนนี้ก็ยังถือว่าง่าย ตราบใดที่เจ้าตลาดยังไม่ลงมาเต็มตัว อย่าหยุดโต เพราะไม่งั้นอีก 5 ปี เสียใจแน่ รู้งี้ก็ไม่ทันซะแล้ว

 
29. เวลาลงเรียนคอร์ส หรือสัมมนาต่างๆ อย่าคิดว่าจะได้ประโยชน์ทุกคำที่คนสอนพูด ให้ไปเก็บจิกซอว์ ที่เหมาะกับธุรกิจเราเอามาใช้ แล้วภาพความสำเร็จมันจะชัดขึ้น

 
30. สุดท้ายแล้วจะรอดหรือไม่รอด ไม่ได้อยู่ที่คุณรู้หรือไม่รู้ แต่มันอยู่ที่ ทำหรือไม่ทำ รู้ 10 ทำ 1 ดีกว่ารู้ 100 แล้วไม่ทำ
 

        นี่คือสิ่งที่ออฟได้ถ่ายทอดเพื่อหวังให้ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เพื่อนร่วมทางนักธุรกิจออนไลน์ฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้ด้วยดี
 

 

 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง