ทำไมเทรนด์การผลิต เนื้อจากห้องแล็บ มาแรงในสิงคโปร์

TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

 

     องค์การอาหารและเกษตร (FAO) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แห่งสหประชาชาติคาดการณ์ราวปี 2030 ประชากรในภูมิภาคเอเชียะจะเพิ่มขึ้นอีก 250 ล้านคนมาอยู่ที่ 4,600 ล้านคน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น อัตราการบริโภคเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซนต์ ในขณะที่ผลผลิตด้านการเกษตรจะเติบโตเพียง 2 เปอร์เซนต์เท่านั้น

     นำไปสู่ความวิตกเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารไม่ใช่เฉพาะเอเชียแต่ยังรวมถึงภูมิภาคอื่นทั่วโลก และนั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สตาร์ทอัพจำนวนมากหันมาจับธุรกิจอาหารทางเลือก ที่ได้รับความนิยมอย่างมากก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช หรือ plant based protein และที่กำลังได้รับการจับตามองและคาดว่าจะเป็นอาหารในอนาคตที่มาแรงไม่แพ้กันได้แก่ เนื้อจากห้องแล็บ (Lab grown meat)

     เนื้อจากห้องแล็บเกิดจากการนำสเต็มเซลล์ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงในถังหมัก (bioreactor) ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ด้วยน้ำเลี้ยง (culture medium) ที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสเต็มเซลล์ ซึ่งเนื้อแต่ละชนิดจะต้องการการเลี้ยงในสภาพที่ต่างกัน เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถผลิตได้ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และสัตว์ทะเลบางชนิด เช่น ปลาและกุ้ง

     อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผลิตภัณฑ์เนื้อที่เพาะเลี้ยงจากห้องแล็บจะยังไม่แพร่หลายเนื่องจากหลายประเทศยังไม่มีการอนุญาตให้จำหน่ายเชิงพาณิชย์ ยกเว้นที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่รัฐบาลเปิดให้จำหน่ายทั่วไปแล้ว บรรดาสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้จึงพุ่งเป้ามายังสิงคโปร์เพื่อชิมลางตลาด เช่น อีทจัสต์ (EatJust) สตาร์ทอัพด้านฟู้ดเทคระดับยูนิคอร์นจากสหรัฐฯ ที่เข้ามาแนะนำเนื้อไก่ที่เพาะจากห้องแล็บในสิงคโปร์โดยจับมือเป็นพันธมิตรกับร้านอาหารต่างๆ

     นำโดย จอช เทริค ซีอีโออีทจัสต์ เขาเริ่มด้วยการทาบทามร้านข้าวแกงกะหรี่ไก่ไหหลำชื่อดัง Loo’s Hainanese curry rice ซึ่งจำหน่ายที่ศูนย์อาหารย่านเตียงบาห์รูเพื่อมอบ GOOD Meat ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่เพาะจากห้องแล็บของอีทจัสต์ไปลองปรุงอาหารให้ลูกค้าชิม ส่งผลให้ร้าน Loo เป็นร้านอาหารแห่งแรกของโลกที่จำหน่ายเมนูที่ปรุงด้วยเนื้อไก่เพาะจากเซลล์ ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก มีลูกค้าไปต่อแถวเพื่อซื้อ ลู เคีย จี เจ้าของร้านให้ความเห็นเกี่ยวกับ GOOD Meat ว่าใกล้เคียงเนื้อไก่ทั่วไปถึง 98 เปอร์เซนต์ หากในอนาคตราคาถูกลง ทางร้านก็สนใจสั่งมาทำเป็นเมนูประจำ

     ไม่เท่านั้น อีทจัสต์ยังเป็นพันธมิตรกับโรงแรมเจดับบลิว แมริออท สิงคโปร์ โดยทุกคืนวันพฤหัสบดี ทางโรงแรมจะจัดอีเวนต์เชิญแขกกลุ่มเล็ก ๆ มารับประทานดินเนอร์พร้อมกับเปิดวิดีโอเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ชมไปด้วย อาหารจานหลักที่เสิร์ฟเป็นเนื้อไก่ที่ไม่มีการฆ่าไก่เลยสักตัวแต่เป็นเนื้อไก่ที่เพาะจากห้องแล็บ ซึ่วกิจกรรมที่แมริออทจัดขึ้นเป็นการแนะนำเมนูโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองนั่นเอง

     ซีอีโอของอีทจัสต์ให้สัมภาษณ์ว่าปัจจุบันบริษัทสามารถผลิตเนื้อไก่จากแล็บได้ปีละไม่ถึง 1,000 กิโลกรัม แต่มีแผนขยายกำลังการผลิตโดยเปิดโรงงานแห่งใหม่ในสิงคโปร์ คาดว่าในเวลาไม่ถึง 10 ปี ไม่เพียงเพิ่มการผลิตได้ยังจะทำให้เนื้อไก่เพาะจากเซลล์มีราคาถูกลงเทียบเท่าเนื้อไก่เลี้ยงจากฟาร์ม ผู้บริหารอีทจัสต์เผยอีกว่านอกเหนือจากไก่ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเพาะเนื้อวัวจากแล็บด้วย

     อีทจัสต์ไม่ใช่รายเดียวที่บุกตลาดสิงคโปร์ บริษัทท้องถิ่นสิงคโปร์เองก็เกาะเทรนด์นี้เช่นกัน อาทิ Shiok Meat สตาร์ทอัพสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเนื้อกุ้งจากห้องทดลอง และได้เปิดตัวในรูปติ่มซำไส้กุ้งแล็บมาแล้วจนสามารถระดมทุนจากนักลงทุนมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากแล็บโดย Shiok Meat ซึ่งประกอบด้วยเนื้อกุ้ง กุ้งล็อบสเตอร์ และเนื้อปูจะวางจำหน่ายได้ในปีหน้า โดย Shiok Meat ตั้งเป้าเจาะหลายตลาดรวมถึง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน และฮ่องกง

     เทอร์เทิลทรี (TurtleTree) สตาร์ทอัพที่ดำเนินการทั้งในแคลิฟอร์เนีย และสิงคโปร์ก็เป็นอีกบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนภายใต้โปรเจ็คการผลิตน้ำนมด้วยการเพาะเซลล์ในห้องแล็บเพื่อให้ได้ผลิตภณฑ์จากนม เช่น ชีส ครีม และเนย ด้วยเทคโนโลยีการหมักบ่มที่แม่นยำจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงในการผลิต โดยเฉพาะการผลิต “แลคโตเฟอร์ริน” โปรตีนในนมที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายและดีต่อระบบลำไส้ เทอร์เทิลทรีมีแผนจะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้

     การที่รัฐบาลสิงคโปร์เปิดไฟเขียวให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เพาะจากห้องแล็บวางจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฏหมายถือเป็นความตั้งใจ อย่างที่ทราบกัน แม้จะเป็นเกาะเล็ก ๆ แต่สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักกินเนื่องจากความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหาร อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีพื้นที่จำกัดโดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่มีเพียง 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น ทำให้มากกว่า 90 เปอร์เซนต์ของวัตถุดิบอาหาร สิงคโปร์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

     ภายใต้ยุทศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหารที่รัฐบาลกำหนดนโยบาย 30x30 หรือการตั้งเป้าหมายผลิตอาหารในประเทศให้ได้ 30 เปอร์เซนต์ของคววามต้องการในประเทศภายในปี 2030 สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลดำเนินการคือการลงทุนอย่างหนักหน่วงในด้านเทคโนโลยีอาหาร สตาร์ทอัพด้านฟู้ดเทคจึงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะถือเป็นธุรกิจที่จะเข้ามาเปลี่ยนวงการอาหารอย่างถอนรากถอนโคน

     นักวิชาการมองว่าอาหารอนาคตไม่จำเป็นต้องมาจากการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดจากการเพาะเซลล์ได้ทั้งนั้น ตั้งแต่ฝักวานิลลา ไปจนถึงไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นม และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เชื่อว่าอีกไม่นานอาหารที่บริโภคในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากห้องทดลอง ตอกย้ำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมฟู้ดเทคกำลังมาแรง คาดว่าราวปี 2050 มูลค่าตลาดจะขยับไปอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทดแทนจะมีส่วนแบ่งมากสุดในตลาด

ที่มา : https://asia.nikkei.com/Spotlight/Feeding-Asia/Asia-s-new-food-frontier-The-rise-of-edible-tech

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง