5 วิธีแก้ปัญหาไอเดียตัน เทคนิคคิดคอนเทนต์ดีๆ ได้ตลอดปี

TEXT : Momin

Main Idea

  • เคยเป็นไหม ไอเดียตัน ต่อให้นั่งคิดเป็นวันๆ ก็คิดคอนเทนต์ไม่ออก

 

  • วันนี้เรามีวิธีแก้ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกัน

 

 

     ปัจจุบันการทำการตลาดที่มีการแข่งขันกันมากที่สุด ก็คือ การทำคอนเทนต์ เพราะเป็นวิธีที่สามารถสื่อสารและบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์หรือรายละเอียดต่างๆ ของสินค้าให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ได้ และเราเองก็เชื่อว่าการคิดคอนเทนต์ในแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ธุรกิจได้วางไว้ด้วย และบางครั้งการคิดคอนเทนต์ซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ ก็ทำให้คิดไม่ออกว่าจะทำคอนเทนต์อะไรดี วันนี้เราเลยจะมาแชร์ 5 วิธีแก้ปัญหาไอเดียตัน เทคนิคคิดคอนเทนต์ดีๆ ได้ตลอดปี มาฝากทุกคนกัน  

     ซึ่งก่อนที่จะไปดู 5 วิธีแก้ปัญหาไอเดียตัน เทคนิคคิดคอนเทนต์ดีๆ ได้ตลอดปี ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าคอนเทนต์มีกี่ประเภท และคอนเทนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ด้วยกัน

  • Topical Content คือ คอนเทนต์ที่อยู่ในกระแสไวรัลที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่มาไวไปไว ไม่กี่วันผู้คนก็เลิกสนใจคอนเทนต์ประเภทนี้ ตัวอย่างเช่น คอนเทนต์บอลโลก 2023 เป็นต้น

 

  • Evergreen Content คือ คอนเทนต์ที่มีประโยชน์แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และเป็นคอนเทนต์ที่ไม่ได้อยู่ในกระแส แต่ผู้คนก็ยังคงค้นหาคอนเทนต์เหล่านี้อยู่เรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น คอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องการจ่ายภาษี เป็นต้น

 

5 เคล็ดลับ ปิ๊งไอเดีย เมื่อคิดคอนเทนต์ไม่ออก

 1. ศึกษจากคู่แข่ง

     ปิ๊งไอเดียแรกจากการศึกษาคู่แข่ง วิธีนี้เราไม่ได้จะบอกว่าให้คุณไปลอกคู่แข่ง แต่ให้เข้าไปดูเพื่อศึกษาว่าคู่แข่งทำอะไรที่แตกต่างจากเราบ้าง เห็นข้อเสียอะไรบ้างจากคู่แข่ง หรือกระแสอะไรที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ที่เรายังไม่รู้ การที่ไปศึกษาจากคู่แข่งอาจจะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นก็ได้ และเมื่อได้ข้อมูลจากที่ได้ไปศึกษาคู่แข่งแล้ว ก็มานั่งลิสต์ว่าคู่แข่งมีดีอะไร และข้อด้อยของเขามีอะไรบ้าง จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้มาตกผนึกเป็นไอเดียในการทำคอนเทนต์ต่อไป

2. ศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย

     ปิ๊งไอเดียที่สองจากการศึกษากลุ่มเป้าหมาย บอกเลยว่าเป็นวิธีที่ง่ายมาก ที่ทำให้ได้ไอเดียในการทำคอนเทนต์ และยังเป็นคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณชอบและต้องการมันจริงๆ ด้วย นั่นก็คือ การได้ไปนั่งไล่ดูว่ากลุ่มเป้าหมายมีความคิดเห็นอะไรบ้างในแต่ละคอนเทนต์ที่ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียในแต่ละช่องทาง และเมื่อรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงต้องการคอนเทนต์แบบไหน ธุรกิจก็แค่ปรับคอนเทนต์ให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก็แค่นั่นเอง

3. ศึกษาจาก Google Trend

     วิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถใช้ได้ตลอดกาล ตราบใดที่ Google ยังไม่ปิดตัวลง และที่สำคัญคนส่วนมากเมื่ออยากรู้อะไรก็เขามาค้นหาใน Google กันทั้งนั้น ทำให้ Google ได้มีการเพิ่มฟังก์ชั่นหนึ่งขึ้นมาก็คือ Google Trend เพื่อเป็นการบอกว่าผู้บริโภคสนใจอะไรอยู่หรือมีเทรนด์อะไรใหม่ๆ ที่กำลังเป็นกระแสในตอนนั้นบ้าง การเข้าไปศึกษาจาก Google Trend ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำให้คุณปิ๊งไอเดียในการทำคอนเทนต์ได้

4. ศึกษาจาก Answer the public

     วิธีนี้จะคล้ายกับข้อที่แล้ว คือ เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อนำไปใช้เป็น SEO ซึ่งการค้นหาจากเครื่องมือนี้จะทำให้คุณได้ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น คุณอยากรู้อะไรก็สามารถค้นหาได้จากเครื่องมือนี้ได้เลย ซึ่งทำให้คุณปิ๊งไอเดียในการทำคอนเทนต์มากขึ้น และนอกจากนี้เครื่องมือยังสามารถบอกได้ว่าผู้คนมีความสนใจอะไรเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดที่คุณค้นหาอีกด้วย ผู้ประกอบการเองก็ลองเข้าไปทดลองเล่นเครื่องมือนี้ได้ และที่สำคัญสามารถเข้างานได้แบบฟรีๆ อีกด้วย 

5. เอาคอนเทนต์เก่ามาเล่าใหม่

      วิธีนี้เป็นวิธีปิ๊งไอเดียสุดท้ายที่เมื่อคิดคอนเทนต์ไม่ออกหรือตันจริงๆ ให้ลองเอาคอนเทนต์เก่าๆ ที่ได้ยอด Engagement ดีๆ มาปรับเปลี่ยนวิธีการเล่าใหม่ให้เข้ากับกระแสในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะใช้คำที่อ่านแล้วกระชับ เข้าใจง่าย ที่สามารถเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ได้ เป็นต้น  และการเอาคอนเทนต์เก่ามาเล่าใหม่ยังเป็นเทรนด์การทำคอนเทนต์ในปี 2023 อีกด้วย ฝากไว้ให้คิด คอนเทนต์ที่ทำไปในอดีตแล้วยังไม่ปัง วันนี้เอาทำใหม่อาจจะปังก็ได้นะ

     และนี่คือ 5 เคล็ดลับ ปิ๊งไอเดีย เมื่อคิดคอนเทนต์ไม่ออก

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: MARKETING

เตือนภัย! ยิงแอดเฟซบุ๊ก ระวังโดนแฮกเป็นบัญชีม้าไม่รู้ตัว

กลโกงบนโลกออนไลน์ทุกวันนี้มีเกิดขึ้นมากมายหลายรูปแบบ การถูกแฮก หรือขโมยบัญชีเฟซบุ๊กไปใช้ เพื่อประโยชน์ต่างๆ ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ต่อไปนี้ คือ เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่วันดีคืนดีก็ถูกแฮกเฟซบุ๊ก เพื่อนำไปใช้เป็นบัญชีม้า

ทำกำไรเพิ่ม 35% จาก “ใบเสร็จ” เรื่องจริงของ Walmart  เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้กลายเป็นยอดขาย

เป็นไปได้ไหม? ที่จะเพิ่มยอดขายได้ 35% โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยี หรือผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่ต้องเชื่อ แต่ลองไปพิสูจน์บทเรียนเหล่านี้จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Walmart ที่ใช้ “ใบเสร็จ” เป็นสารตั้งต้นในการสร้างรายได้

ทำตลาดสายมูยังไง ให้แบรนด์ปัง ภาพลักษณ์ธุรกิจไม่ดูงมงาย

กว่า 52 ล้านคน คือ จำนวนคนไทยที่เชื่อเรื่องความมู ตั้งแต่แบรนด์เล็กไล่ถึงแบรนด์ใหญ่จึงให้ความสนใจตลาดสายมู เพราะแค่ 10% ของตลาดนี้ก็ 5 ล้านกว่าคนแล้ว ถ้าแบรนด์หรือธุรกิจสนใจตลาดนี้จะทำอย่างไรให้แบรนด์ปัง สามารถบาลานซ์ระหว่าง ความมู ไม่ให้ดูเป็นเรื่องงมงาย แต่ได้ยอดขายเพิ่ม