OYU ชาข้าวออร์แกนิกเจ้าแรกของไทย จาก Pain Point ของชีวิตคนเมือง สู่นวัตกรรมจากธรรมชาติ ที่ช่วยดูแลสุขภาพและชวนให้ชีวิตช้าลง

Text : Ratchanee P.

Photo: Sunun Lorsomsab


      ท่ามกลางเครื่องดื่มทางเลือกมากมาย มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นไทย นั่นคือ “ชาข้าว” ซึ่งไม่ได้ถูกทำขึ้นเพียงเพื่อให้ดื่มง่ายหรือขายได้ดีเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความตั้งใจที่จะชวนให้ผู้คน “หยุด” และกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง

      นี่คือจุดเริ่มต้นของ OYU (โอยุ) แบรนด์ชาข้าวออร์แกนิกเจ้าแรกของไทย ที่เกิดจากแนวคิดของ ศศิภิมณฑ์ ธีรยุไกรหิรัญ และ พิสิษฐ์ พิศาลวาเลิศ ผู้ร่วมก่อตั้ง ที่เคยใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมือง ก่อนจะค้นพบว่า เครื่องดื่มง่ายๆ จากข้าว สามารถเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของคนได้มากกว่าที่คิด

จากความเรียบง่ายของคนต่างจังหวัด สู่การแก้ Pain Point คนเมือง

     ก่อนจะมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว ศศิภิมณฑ์ เติบโตมาในจังหวัดนครปฐม ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่เร่งรีบ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตพนักงานบริษัทในเมืองใหญ่ เธอพบว่าไลฟ์สไตล์แบบเร่งรีบของคนเมืองกำลังทำให้ความสุขหายไปทีละน้อย

     “สมัยก่อนเราอยู่ต่างจังหวัด ชีวิตมันเรียบง่าย เป็นสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง ไม่ได้เร่งรีบอะไรเลย แต่พอมาทำงานกรุงเทพฯ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เราต้องตื่นเช้าเพื่อรีบไปทำงาน พักกลางวันก็ต้องรีบกินเพื่อกลับไปทำงานต่อ ทุกอย่างมันเร่งไปหมด จนเราเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันขาดสมดุล พอมีโอกาสได้มาทำชาข้าว มันเหมือนเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราได้กลับมาหยุดอยู่กับตัวเองอีกครั้ง”

     แรงบันดาลใจของ OYU เริ่มต้นจากความรักในการรับประทาน “ข้าวกล้อง” ซึ่งศศิภิมณฑ์  มองว่าเป็นวัตถุดิบที่มีสารอาหารสูงกว่าข้าวขาวทั่วไป แต่ปัญหาคือหลายคนมองว่าข้าวกล้องทานยาก แข็ง และใช้เวลาเตรียมค่อนข้างมาก เธอจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า จะทำอย่างไรให้ข้าวกล้องชั้นดีของไทย กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย และตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่รักสุขภาพแต่มีเวลาน้อย

     “เดิมทีเราทำชาข้าวเพราะเราชอบกินข้าวกล้องมาก เราเห็นว่ามันมีสารอาหารสูง มีไฟเบอร์ มีกากใย และมีหลากหลายสายพันธุ์ที่ให้รสชาติต่างกันไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะติดภาพว่าข้าวกล้องมันแข็ง ทานยาก เราเลยพยายามคิดว่าจะทำยังไงให้ข้าวกล้องไทยกลายเป็นเครื่องดื่มที่สะดวก แต่ยังคงคุณค่าไว้ครบถ้วน ช่วงแรกเราทดลองทำกันเองเพราะเราทานมังสวิรัติด้วย จนได้รสชาติที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นหอมของข้าวหุงใหม่ๆ มันเป็นความหอมที่คุ้นเคยตั้งแต่สมัยเด็กๆ”

นวัตกรรมธรรมชาติ ที่ไม่ต้องพึ่งใบชา

     ความโดดเด่นของ OYU คือการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ให้รสสัมผัสคล้ายชาญี่ปุ่นชั้นดี (Genmaicha) แต่ไม่มีส่วนผสมของใบชาแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว นั่นหมายความว่านี่คือเครื่องดื่มที่ “ไร้คาเฟอีน” 100% ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพที่มีอาการแพ้คาเฟอีน หรือต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน

     ศศิภิมณฑ์ เรียกสิ่งนี้ว่า “นวัตกรรมจากธรรมชาติ” ซึ่งเกิดจากการนำข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาผ่านกระบวนการคั่ว การหมัก และการเบลนด์ (Blend) อย่างพิถีพิถันจนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

     “เรามองว่าเป็นนวัตกรรมธรรมชาติที่เรานำวัตถุดิบเดิมๆ มาทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ปัจจุบันมีหลายเจ้าพยายามทำตาม แต่ส่วนใหญ่จะผสมใบชาหรือสมุนไพรเพื่อให้ได้รสชาติ แต่ของเราเกิดจากการปรุงแต่งด้วยกระบวนการคั่วและหมักที่ใช้เวลาศึกษามานานกว่า 10 ปี เพื่อให้ได้ความนุ่มละมุน ไม่ฝาด ไม่ขม และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว หลายคนชิมแล้วบอกว่ารสชาติเหมือนชาเขียวข้าวคั่วญี่ปุ่นเลย ทั้งที่เราไม่ได้ใส่ใบชาลงไปเลยแม้แต่น้อย”

     นอกจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ OYU ยังแฝงไปด้วยความรู้ทางด้าน “แพทย์แผนไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนศึกษามาอย่างจริงจัง จนนำไปสู่การพัฒนาสูตรที่ผสมผสานสมุนไพรไทย เช่น ใบเตย และใบหม่อน เข้ากับเบสของชาข้าว เพื่อสร้างรสชาติใหม่ๆ

ชาที่สอนให้เรา ‘รอ’  

     สิ่งที่ทำให้ OYU แตกต่างจากเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั่วไป คือ “จังหวะการดื่ม” ศศิภิมณฑ์  อธิบายว่าชาโอยุไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ชงเสร็จภายใน 2 นาทีแล้วรีบดื่ม  

     “ในยุคที่คนป่วยกันเยอะ และใช้ชีวิตเร่งรีบจนลืมดูแลตัวเอง เราอยากให้เครื่องดื่มของเราเป็นตัวสร้างจังหวะชีวิตใหม่ ชาโอยุต้องใช้เวลาแช่ประมาณ 8-10 นาทีถึงจะได้รสชาติที่ดีที่สุด ในช่วงเวลา 10 นาทีนั้นแหละที่เราอยากให้ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ต้มน้ำ ค่อยๆ เทน้ำร้อนลงไป เฝ้ามองกลิ่นหอมที่ค่อยๆ ลอยขึ้นมา มันคือการฝึกสมาธิสั้นๆ ในระหว่างวัน บางทีไอเดียงานที่มันตื้อๆ อาจจะผุดขึ้นมาในตอนที่สมองได้พักผ่อนจากการดื่มชาตรงนี้ก็ได้ นี่คือการแสดงความรักให้กับตัวเองที่ง่ายที่สุด”

     ไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพจิต แต่ในเชิงสรรพคุณทางกาย ชาข้าวของ OYU ยังอุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ โพลีฟีนอล และที่สำคัญคือ กาบา (GABA) ซึ่งช่วยให้สมองผ่อนคลายและส่งผลดีต่อคุณภาพการนอนหลับ

การเติบโตแบบ “Niche Market” และก้าวต่อไปสู่ตลาดสากล

     แม้ว่าตลาดชาร้อนในเมืองไทยจะเป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับชาเย็นหรือกาแฟ แต่ พิสิษฐ์ กลับมองว่านี่คือข้อดี เพราะคู่แข่งไม่สูงมาก และกลุ่มลูกค้ามีความชัดเจนอย่างยิ่ง ปัจจุบัน OYU ได้ขยายช่องทางการจำหน่ายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Tops และ Golden Place รวมถึงการเข้าไปอยู่ในเมนูขนมไทยของร้านอาหารชื่อดังในเชียงใหม่

    “ฟีดแบ็กค่อนข้างดีมาก แม้คนไทยจะดื่มชาร้อนน้อย แต่คนที่รักสุขภาพจริงๆ เขาจะมองหาเรา เราพยายามกระจายสินค้าไปให้ใกล้บ้านลูกค้าที่สุด เพื่อให้เขาเข้าถึงง่าย และเป้าหมายต่อไปของเราคือการขยายไปยังประเทศอย่างไต้หวันและสิงคโปร์ เพราะไลฟ์สไตล์ของเขาเข้ากับผลิตภัณฑ์เรามาก เราอยากให้ทั่วโลกรู้จักข้าวไทยในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่การเป็นอาหารจานหลัก” พิสิษฐ์ กล่าว

     นอกจากผลิตภัณฑ์ชา OYU ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) โดยการนำเบสชาข้าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไซเดอร์จากชาข้าวที่ผสมโพรไบโอติกส์ สบู่เหลวหอมกลิ่นข้าว และที่น่าประทับใจที่สุดคือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากงานจักสานภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและลดขยะไปพร้อมกัน

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: TECH

พลิกเม็ดมะม่วงตกเกรด สู่ชีส Plant-based AVAGAN นวัตกรรม Food Tech ฝีมือคนไทย ทางเลือกใหม่ ให้คนแพ้นมวัวกินชีสได้ฟินกว่าเดิม

ในประเทศที่ประชากรกว่าครึ่งมีภาวะแพ้แลคโตส การ “กินชีส” อาจเป็นความสุขที่ต้องแลกมาด้วยอาการท้องเสีย ท้องอืด หรือในบางรายถึงขั้นแพ้รุนแรง นี่คือ Pain Point สำคัญที่ทำให้ Avagan ถือกำเนิดขึ้น

นวัตกรรมโชยุใสจากนาโกย่า Ichibiki พลิกวงการซอสถั่วเหลือง เสิร์ฟความอร่อยที่ไร้สี

ที่เห็นขวดใสๆตั้งอยู่ในครัว นั่นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่คือซอสถั่วเหลืองสีใส หรือ Transparent Soy Sauce ผลิตโดย บริษัท Ichibiki จากเมือง Nagoya ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการหมักมิโสะและโชยุแบบดั้งเดิมมายาวนานกว่า 250 ปี

จากธุรกิจปาเต๊ะรุ่นพ่อ สู่แบรนด์ ‘ซาโลมา ปาเต๊ะ’ ที่เพิ่มมูลค่างานคราฟท์ด้วยนวัตกรรม ผลิตแบบชิ้นเดียวในโลก ดันราคาสูง 100 เท่า

จากลูกสาวคนทำผ้าปาเต๊ะ สู่เจ้าของแบรนด์ซาโลมา ปาเต๊ะ ที่ผสานคราฟต์ 100% กับนวัตกรรมเส้นใยคอลลาเจนจากเกล็ดปลานวลจันทร์ พัฒนาให้กลายเป็นผ้าปาเต๊ะแบบชิ้นเดียวในโลก จากผ้าหลักร้อย สู่ราคาหลักหมื่น