หมูแพง สัญญาณแรงสู่ Recession ถ้าเศรษฐกิจถดถอย SME ต้องปรับตัวอย่างไร?

Text: ภัทร เถื่อนศิริ

 

เปิดปีเสือมากับภาวะค่าครองชีพแพงขึ้นกันเลยทีเดียวครับ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญแสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ แล้วถ้าใช่ SME อย่างเราควรจะปรับตัวอย่างไร

ขอเริ่มต้นกับพื้นฐานเรื่องอัตราเงินเฟ้อก่อนนะครับ

     เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือถ้าพิจารณาจากค่าของเงิน เงินเฟ้อ คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเงินมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจะซื้อของชิ้นเดิมนั้นต้องใช้เงินมากกว่าเดิม แปลง่าย ๆ อีกแบบก็คือของแพงขึ้นนั่นเอง

ตั้งแต่ต้นปีนี้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้นเร็วมาก จนคนเริ่มพูดกันเยอะว่า “เงินเฟ้อสูง” แค่ชั่วคราวหรือถาวร ?

ปกติแล้วเงินเฟ้อสูงจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 

1) ประชาชนต้องการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (demand-pull inflation) แต่ผลิตได้ไม่พอรองรับ ทำให้ราคาปรับสูงขึ้น

2) ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (cost-push inflation) ผู้ผลิตจึงปรับราคาสูงขึ้น

     สาเหตุที่เงินเฟ้อโลกสูงในช่วงปีนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากทั้ง 2 สาเหตุ อย่างแรกคือ ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นมากหลังเศรษฐกิจโลกทยอยฟื้นตัว แต่สินค้าและบริการผลิตมาได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้จ่ายที่อัดอั้นมานาน (revenge spending) จากช่วงล็อกดาวน์ โดยเฉพาะคนที่มีเงินออมสะสมไว้เยอะในช่วงโควิด อีกสาเหตุคือ ต้นทุนการผลิตแพงขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่สูงขึ้นมาก เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ถ่านหิน เหล็ก ทองแดง เพราะการผลิตหยุดชะงักหรือชะลอลงไปในช่วงโควิดระบาดรุนแรง นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นยังมาจากปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทาน (supply chain disruption) โดยเฉพาะการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งสินค้า และการขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ความต้องการเยอะขึ้นมากในช่วง work from home 

     นอกจากสาเหตุคลาสสิคของเงินเฟ้อสูง 2 ข้อที่กล่าวมา ทั่วโลกเริ่มพูดถึง “เงินเฟ้อจากกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม” (greenflation) ที่อาจซ้ำเติมปัญหาราคาพลังงานโลกสูง เพราะหลายประเทศตื่นตัวมากขึ้นในการปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

     สิ่งที่ต้องกลัว คือ เมื่อผู้คนเริ่มปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อว่าจะอยู่ในระดับสูง และปรับพฤติกรรมไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง (self-fulfilling inflation spiral) เช่น ผู้บริโภคเร่งใช้จ่ายกลัวเงินเฟ้อสูง ผู้ผลิตปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง และแรงงานเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้าง

 Fed : ธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณอย่างไร ?

      ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณมาตลอดเรื่อง QE Tapering แต่เป็นการทยอยดึงเงินอัดฉีดออกจากระบบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับ Fund Flow ในระบบมากเกินไป เหมือนในอดีตที่เหมือนดึงพรมออกทันทีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก

     คนส่วนหนึ่งมั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐจะไม่กล้าปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงมาก เพราะปัจจุบันโลกมีหนี้สินสูงมากเป็นประวัติการณ์ (หนี้ทั้งหมดของโลกประมาณ 256% ของจีดีพีหรือมูลค่า 226 ล้านล้านดอลลาร์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 29 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 125% ของจีดีพีสหรัฐ

     ประเด็นนี้สำคัญเพราะเมื่อหนี้สาธารณะสูงถึง 125% ของจีดีพี การปรับดอกเบี้ยขึ้นเพียง 2% จะหมายความว่าภาระดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2x1.25=2.50% ของจีดีพี ในขณะที่รัฐบาลกลางของสหรัฐมีรายได้จากภาษีเท่ากับประมาณ 17% ของจีดีพี

     ซึ่งอาจจะกลายเป็น Debt Jubilee หรือ การชักดาบครั้งใหญ่สุดของโลกก็ได้

     แล้วตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยใช่หรือไม่ ?