เจ้ฮุ้งฟู๊ด ผักกาดดองปลอดสาร เริ่มต้นจากงานอดิเรก สู่ธุรกิจครอบครัวพ่อ แม่ ลูก

     จากงานอดิเรกที่คิดจะทำเล่น ๆ แก้เบื่อในวัยเกษียณ ใครจะคิดว่าอยู่ดี ๆ ผักกาดดองสูตรของแม่จะกลายมาเป็นธุรกิจหลักให้กับครอบครัวได้ แถมยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อ แม่ ลูก สานสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโอทอปของจังหวัด กระจายรายได้สู่ชุมชน ภายใต้แบรนด์ “เจ้ฮุ้งฟู๊ด” ที่ไม่ได้มีดีแค่ผักกาดดอง แต่ยังแตกไลน์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ กานาฉ่ายน้ำมันมะกอก, ไช้กัว (ผักกาดดองแห้ง)

จากสูตรดองผักโบราณสู่โอกาสทำเงิน

     ปิยากร ไตรธรรม ทายาทเล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจให้ฟังว่า เดิมทีเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจวางแผนจะเกษียณจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเรียนจบปริญญาตรี จากประเทศจีนกลับมาพอดี ด้วยความเป็นคนชอบทำงาน ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ จึงลองหาอะไรทำ บังเอิญวันหนึ่งมีเพื่อนคุณแม่ส่งผักกาดเขียวปลีสดมาให้ คุณแม่จึงทดลองนำมาทำผักกาดดอง เมื่อได้ลองชิมทุกคนในบ้าน ต่างลงมติกันว่า อร่อย จึงเริ่มทดลองทำขาย จาก 30 กิโลกรัมแรก ผ่านเพจ “ผักกาดดองเจ้ฮุ้ง” จนวันหนึ่งธุรกิจเริ่มไปได้ดี พื้นที่ผลิตเดิมไม่เพียงพอ จึงได้ย้ายมาตั้งรกรากและโรงผลิตที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

ผักกาดดองน้ำซาวข้าว อร่อย ปลอดภัย ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงมือผู้บริโภค

     ปิยากรเล่าว่า จุดเด่นผักกาดดองเจ้ฮุ้ง คือ เป็นผักกาดดองโบราณสูตรจีนแต้จิ๋ว โดยใช้กรรมวิธีการดองจากน้ำซาวข้าวแท้ ๆ จากข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่แป้ง จึงทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยหลังจากย้ายถิ่นฐานมายังกาญจนบุรี ก็ได้เริ่มแตกไลน์สินค้ามากขึ้น โดยพยายามนำทุกส่วนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เหลือทิ้ง เช่น กานาฉ่ายผัดน้ำมันมะกอก ที่ทำมาจากใบผักกาดดองที่ตัดทิ้ง เพื่อคัดเหลือแต่ใจผักกาด เป็นต้น ปัจจุบันมีสินค้าหลัก 3 ตัว ได้แก่ ผักกาดดองน้ำซาวข้าว (แบบเต็มต้น, แบบใจผักกาด), กานาฉ่ายผัดน้ำมันมะกอก และไช้กัว (ผักกาดตากแห้ง) ซึ่งสินค้า 2 ตัวแรกได้รับ อย. และบรรจุเข้าโอทอปเรียบร้อยแล้ว

     นอกจากรสชาติเป็นที่ถูกใจ ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เจ้ฮุ้งทุกตัวมีการควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงมือลูกค้า ตามสโลแกนของแบรนด์ “คัดสรรคุณภาพ อร่อย สะอาด ธรรมชาติ 100%” โดยใช้การปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี และยังผ่านการรองรับมาตรฐาน GAP โดยในแต่ละสัปดาห์จะใช้ผักสดประมาณ 2 ตันครึ่ง กำลังการผลิตสูงสุดต่อวันที่ผลิตได้สำหรับผักกาดดอง คือ 500 กิโลกรัมต่อวัน

ความซื่อสัตย์ คือ หัวใจสำคัญธุรกิจ

     ปิยากรมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ มาจาก 2 ส่วน คือ

          - เทรนด์สุขภาพที่ผู้คนหันมาดูแลใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น

          - ความซื่อสัตย์ของแบรนด์ที่มีต่อลูกค้า

     “เราไม่เคยโกหกลูกค้า คุณแม่บอกว่าเรากินแบบไหน ก็ตั้งใจทำให้ลูกค้าแบบนั้น ผักของเราไม่ใส่สารกันเสีย ทำให้เก็บได้นานแค่ 3 เดือน เราก็บอก
กับลูกค้าไปตรง ๆ ไม่ใช่บอกว่าไม่ใส่สารกันเสีย แต่แอบใส่เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น เราไม่ทำแบบนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เคยซื้อ ก็กลายเป็นลูกค้าประจำจนถึงทุกวันนี้”

      ในฐานะเป็นทายาท เพื่อเข้ามาช่วยสานต่อกิจการครอบครัวให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น ปิยากรจึงได้เติมความรู้ให้กับตัวเองโดยการสมัครเข้าร่วมโครงการ NEC DIPROM

     “จริง ๆ มาจากคำแนะนำของคุณแม่เลย ท่านอยากให้เราได้ออกไปเจอผู้คน เพิ่มเติมประสบการณ์ให้กับตัวเอง ซึ่งก็โชคดีได้เจอพี่ ๆ ที่ทำเกษตร ทำให้ได้รับคำแนะนำที่ดี หลายคนยังเป็นที่ปรึกษาให้จนถึงตอนนี้ นอกจากนี้ ยังได้ความรู้ใหม่ ๆ มาปรับใช้กับธุรกิจ เช่น เทคนิคการใช้ Chat GPT ให้มีประสิทธิภาพ เราก็นำมาใช้อยู่ทุกวัน”

     ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แบรนด์เจ้ฮุ้ง จำหน่ายผ่านช่องทางเพจ “ผักกาดดองเจ้ฮุ้ง” และ Shopee เป็นหลัก และร้านของฝากในกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ร้านวุ้นเส้นท่าเรือ, ร้านไก่เจ้นี, ปฐมอโศก นครปฐม, และร้านมินิ อตก. กรุงเทพฯ

     ข้อมูลติดต่อ : โทร.08 1615 2671, FB : ผักกาดดอง เจ้ฮุ้ง

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

อมต ชัยเกรียงไกร จากผู้อยู่เบื้องหลัง 2,000 สูตรสกินแคร์ญี่ปุ่น สู่ผู้ก่อตั้ง AMT Skincare รายได้ 520 ล้าน ด้วยโมเดล ‘ให้ความรู้ก่อนการขาย’

นักวิจัยเกียรตินิยมอันดับ 1 มีประสบการณ์จาก KOSÉ บริษัทเครื่องสำอาง Top 3 ของญี่ปุ่น แต่หางานในไทยไม่ได้ เพราะ 'Overqualified' จากวันที่มืดแปดด้าน อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ อมต ชัยเกรียงไกร กลับมาสร้างอาณาจักรธุรกิจ AMT Skincare ได้สำเร็จ

ชาว Dog Lover ต้องถูกใจสิ่งนี้! Hide Away Club “คาเฟ่หมาจร” ไอเดียทำธุรกิจยุคใหม่ เปิดคาเฟ่ไปด้วย ช่วยน้องหาบ้านไปด้วย

รู้จัก Hide Away Club หรือที่หลายคนเรียกว่า “คาเฟ่หมาจร” จ.นครปฐม ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้น้องหมาได้พบกับบ้านหลังใหม่

ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม แต่เริ่มจากทางตัน Jimmy Family Restaurant กับบทเรียนการสู้ไม่ถอย พลิกธุรกิจฟื้นกลับมาได้ ในวันที่เกือบล้ม

เรียนจบกลับมา เหลือเงินในบ้าน 5,000 บาท หนี้ก้อนโต และร้านอาหารที่กำลังจะเปิด นี่คือจุดเริ่มต้นของ Jimmy Family Restaurant และไนน์-ภากร มหิทธาฤทธิกร ในวัย 22 ปี ก่อนที่จะเจอวิกฤติอีกครั้ง เมื่อคู่แข่งมาเปิดร้านใกล้ๆ จนขาดทุน เขาทำอย่างไรจึงพลิกธุรกิจกลับมาได้