Text: VaViz
Photo: Sunun Lorsomsab
จากคนที่เป็นเหมือนฟองน้ำคอยซึมซับความรู้มากมายจากการทำงานในสมาคมสตาร์ทอัพ แถมเคยร่วมงานกับ Accelerator และ Incubator ที่ออสเตรเลีย แต่เมื่อบริษัทต้องปิดตัวลง เพราะผลพวงจากวิกฤต COVID-19 ทำให้ เหวิน - ชวิศา เฉิน ออกเดินทางบนถนนธุรกิจเส้นใหม่ ซึ่งเปลี่ยนจากคนที่เคยเป็นแค่คนเชียร์และสนับสนุน Ecosystem สู่การลงสนามเองอย่างเต็มตัว
คำถามจึงมีอยู่ว่า “เราจะทําอะไรดี หรือเราอยากจะแก้ปัญหาอะไรดี” ซึ่งหลังจากที่ขบคิดมาอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายเลยมาจบลงที่ Pain Point ของตัวเอง ที่เป็นคนแพ้ผ้าอนามัย จนอักเสบกลายเป็นฝีขนาดใหญ่ ถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลเมื่อปี 2015
“เรามานั่งคิดว่า การที่เราแพ้ผ้าอนามัย มันมีคนอื่นแพ้ไหม หรือว่าเราแพ้แค่คนเดียว ซึ่งสุดท้ายก็พบว่ามีคนที่แพ้เยอะมากๆ แต่ว่าอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ พอได้คำตอบแบบนี้ การลงมือทำแบรนด์ Wendays ผ้าอนามัยออร์แกนิค ที่อ่อนโยน ปราศจากสารระคายเคือง ใช้กาวแบบ Food Grade และย่อยสลายได้จึงเกิดขึ้นในปี 2020”
มีของสะสมคือผ้าอนามัย...จนได้ต้นแบบที่ใช่ให้ธุรกิจ
คนอื่นอาจจะสะสม Magnet หรือของกระจุกกระจิกต่างๆ แต่สำหรับเหวิน เธอเลือกที่จะสะสมผ้าอนามัยถึงเกือบ 60 แบรนด์ เพื่อคัดสรรสิ่งที่ตอบโจทย์คนแพ้ง่ายอย่างเธอ
“เราเริ่มไปเลือกซื้อผ้าอนามัยจากต่างประเทศมาลองใช้ โดยเวลาที่มีโอกาสได้เดินทางหรือไปทำงานที่เมืองนอก เราจะไปตามล่าผ้าอนามัยแบรนด์ต่างๆ มาสะสม ซึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มแพ้จนเริ่มทําแบรนด์ เราลองแบรนด์มาเกือบประมาณ 60 แบรนด์จากหลายประเทศมากๆ เพื่อจะดูว่าสุดท้ายแล้ว อะไรคือสิ่งที่เราชอบ”
แต่ไม่ใช่แค่ลองอย่างเดียว เพราะทุกแบรนด์ที่ได้ใช้ เหวินจะทำการติด Post-it ให้คะแนนไว้ว่า อันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบ แบรนด์นี้จะซื้อซ้ำ แบรนด์นี้จะไม่ซื้อซ้ำ จนสุดท้ายได้พบว่า การที่จะชอบหรือจะซื้อซ้ำนั้นมีแพทเทิร์นเดียวกันคือ ใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างพวกออร์แกนิคคอตตอน ไม่มีการใช้น้ำหอม และไม่ใช้สารให้ความเย็นหรือสารเคมีต่างๆ
“เราเริ่มรู้สึกว่า การจะซื้อผ้าอนามัยพวกนี้มาใช้ เราต้องไปขนมาจากเมืองนอกตลอด ตอนนั้นเลยคิดว่า หรือว่าเราจะแก้ปัญหานี้ดี เพราะเป็นปัญหาที่เราสนใจและเรามี Pain Point ตรงนี้จริงๆ เรารู้สึกว่ามันลําบากมากเลย ทําไมทุกคนที่แพ้แบบนี้ ถึงต้องลําบากขนาดนี้ จึงเป็นที่มาของการทำแบรนด์ Wendays ผ้าอนามัยที่ทํามาจากออร์แกนิคคอตตอน 100% ซึ่งผลพลอยได้จากการที่เราใช้วัสดุจากธรรมชาติ ทําให้สามารถย่อยสลายได้มากกว่า 90% ภายใน 6 - 12 เดือน”
ถือ / วางได้อย่างสบายใจ...ไม่ต้องอายหรือคอยปกปิด
อีกสิ่งที่มักมาคู่กับการใช้ผ้าอนามัยคือ การที่สาวๆ หรือผู้มีประจำเดือนมักต้องคอยแอบหยิบหรือวางซองผ้าอนามัยไว้ให้มิดชิดหรือลับตาคนที่สุด ซึ่งเป็นอีก Pain Point ที่เจ้าของแบรนด์ผู้นี้ไม่ปล่อยให้ผ่านไป
“พอพูดถึงเรื่องเพศ เราพยายามจะทําว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอาย เป็นเรื่องที่ต้องซ่อน เลยคิดว่าแล้วทําไมเราต้องซ่อนผ้าอนามัยกันนะ หรือว่าเป็นเพราะแพ็กเกจจิ้งที่ดูชัดเจนว่าเป็นผ้าอนามัยหรือเปล่า เราจึงทำการออกแบบกล่องใส่ผ้าอนามัยของเราให้มีด้านหนึ่งที่ไม่เขียนอะไรไว้เลย เวลาเอาไปวางจะเหมือนกับกล่องกระดาษชิคๆ นอกจากนี้ ยังมีการไล่สีกล่องจากชมพูอ่อนไปถึงแดงเข้มตามขนาดความยาวของผ้าอนามัยให้ลูกค้าได้เลือกด้วย”
หากย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ผ้าอนามัยที่เจาะกลุ่ม Niche แบบนี้มีค่อนข้างน้อย หรือที่มีก็จะเป็นทางเลือกแบบอื่นๆ เช่น ถ้วยอนามัย หรือผ้าอนามัยแบบซักได้ แต่การจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ผู้บริโภคต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรมและต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เพื่อที่จะใช้งาน
“ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ทางเลือกกลุ่มดังกล่าว จึงอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เราเลยคิดว่าจะทำยังไงดีให้ทุกคนยังทำแบบเดิม มีพฤติกรรมแบบเดิม แต่สามารถที่จะช่วยเขาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแม้ว่าตอนแรกกลุ่มเป้าหมายของเราคือวัยรุ่น แต่พอขายจริงๆ กลับเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน คนใส่ใจสุขภาพตัวเอง และคนที่ลูกๆ ใกล้ที่จะมีประจำเดือน”
แม้ช่วงพีคๆ ทางแบรนด์จะมีรายได้ถึง 7 หลักต่อเดือน แต่เมื่อการวางขายในโมเดิร์นเทรดถึง 80 สาขาทั่วประเทศต้องเจอกับการแข่งขันทำยอดขายกับแบรนด์อื่นๆ เพื่อช่วงชิงตำแหน่งบนชั้นวางที่ระดับสายตาคน (Eye Level) ยิ่งแบรนด์มีสินค้าแค่ 4 SKU จึงทำให้สินค้าถูกวางตามมุมต่างๆ แทน ซึ่งไม่ได้ช่วยในเรื่องของยอดขายมากนัก รวมถึงมีการเก็บค่า GP ที่สูง ทำให้แบรนด์ตัดสินใจหันมาขายบนออนไลน์เท่านั้น
คนทักมาปรึกษาเยอะ...บ่อเกิดแอปฯ Telemedicine
แน่นอนว่าการทำคอนเทนต์ก็สำคัญ แต่จะให้มาบอกกันทุกๆ วันว่า ผ้าอนามัย Wendays ใส่สบาย ซึมซับดี ซ้ำๆ อย่างนี้คงไม่ใช่ที่
“เราต้องคิดด้วยว่าจะทํายังไงให้คอนเทนต์ของเราแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่มีในตลาด ดังนั้น เราจึงเน้นเรื่องของการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาต่างๆ หรือ Sex Education เช่น ประจําเดือนมาครั้งแรกเป็นยังไง สังเกตอาการยังไง ตกขาวเป็นยังไง รอบเดือนเป็นยังไง ซึ่งเรารู้สึกว่าแบรนด์ต่างประเทศที่เขาให้ความรู้ด้านนี้ มันน่าสนใจมาก แต่ทำไมถึงยังไม่มีใครเข้าถึงเนื้อหาพวกนี้เป็นภาษาไทยบ้าง เราเลยให้ความรู้หรือทําคอนเทนต์เกี่ยวกับเพศศึกษามาตลอด”
ต้องบอกว่าสิ่งที่เธอทำโดนใจลูกค้าอย่างจัง ถึงขั้นมีคนทัก DM พร้อมส่งรูปถ่ายประจำเดือนของตัวเองมาให้เหวินช่วยวิเคราะห์อาการต่างๆ
“มีคนถ่ายรูปประจําเดือนมาให้เราดูเยอะมาก ให้ช่วยดูว่าสิ่งนี้ปกติไหม สีแบบนี้ปกติไหม เป็นลิ่มเลือดแบบนี้โอเคไหม หรือบางคนก็ทักมาถามว่า ลูกเพิ่งมีประจําเดือนต้องสอนลูกว่าอะไรบ้าง หรือว่าบางคนที่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีพี่น้องเป็นผู้หญิงก็มีทักเข้ามาเหมือนกันว่า ลูกเริ่มมีหรือใกล้มีประจําเดือนแล้วต้องจัดการยังไงดีหรือควรจะสอนลูกว่ายังไงดี”
เมื่อคนสอบถามกันเข้ามามากแบบนี้ เธอจึงคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่จะให้ความรู้อะไรไปแบบส่งๆ
“พอมีคนทักเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็คิดว่า เราเป็นใครกันนะ เราแค่ทำแบรนด์ผ้าอนามัยเอง แต่ต้องไปให้ความรู้เขา จึงรู้สึกว่านี่คือความรับผิดชอบของเรา ที่จะต้องให้คำตอบที่ถูกต้อง ด้วยความที่เรามีอาจาร์ยหมอเป็น Mentor ทางด้านนี้ จึงได้รับคำแนะนำให้ไปเข้าคอร์สเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้อนุปริญญาในเรื่องของเพศวิทยาคลินิกมา”
ด้วยความที่ได้ศึกษาเรื่องที่ใกล้ตัวแต่กลับเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากแบบนี้ ทำให้เหวินสนใจไปเรียนรู้ต่อที่โรงพยาบาล จนเห็น Pain Point อันใหม่ ที่สามารถจะช่วยเหลือคนได้และสเกลธุรกิจได้ในอนาคต
“ด้วยความที่เราอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมาก่อน จึงคิดว่าจะนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอะไรเข้ามาแก้ Pain Point ที่เราเห็นในโรงพยาบาลได้บ้าง เช่น ถ้าอยากจะคุยกับคุณหมอต้องรอคิวนานถึง 3 เดือน หรือการข้ามเพศที่ต้องเทคฮอร์โมน จะได้เจอคุณหมอตอนบ่ายแค่ 15 นาที ทั้งๆ ที่ต้องขับรถจากจังหวัดอื่นมารับคิวตั้งแต่ตี 5 กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำ Telemedicine หรือแอปพลิเคชันชื่อ Talk to Peach ที่ให้คนสามารถปรึกษาคุณหมอและนักเพศวิทยามากกว่า 50 ท่าน โดยที่ไม่ต้องระบุตัวตนได้ และสามารถที่จะนัดหมายพูดคุยออนไลน์ได้ พิมพ์ถามแบบ Q&A ได้ รวมถึงมีฟีเจอร์ให้สามารถบันทึกประจําเดือนได้ในปี 2023 นั่นเอง”
ฟ้าผ่ากลางใจ...เมื่อต้องแยกย้ายกันไปเติบโต
แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ทำ Talk to Peach จะมีผู้ใช้งานแอปฯ มากกว่า 100,000 คน และมีคนกลับมาใช้ซ้ำในแต่ละเดือนประมาณ 15,000 – 20,000 คน แต่เมื่อเหวินและบรรดาหุ้นส่วนมีสิ่งที่สนใจต่างกันไป ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน
“เป็นอะไรที่ยากสำหรับเรา เพราะตลอด 2 ปี เราทุ่มเททั้งกาย ใจ และทุกอย่างให้กับการทำสิ่งนี้ ถึงขนาดที่เราคิดว่าจะพาธุรกิจนี้ไปยาวๆ ถึงจุดที่เข้า IPO ในกี่ปีเลยด้วยซ้ำ แต่พอเราไม่ได้ไปต่อ มันก็เหมือนกับเราสูญเสียลูกของเราไป เราตั้งใจที่จะให้ลูกค้าหรือว่าผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด คือมันไม่ใช่เรื่องของธุรกิจอย่างเดียว แต่เราอยากจะยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกๆ คนในทุกๆ วันมากกว่า ตอนนี้เลยอยู่ในช่วงเวลาที่เราพยายามจะมานั่งตกผลึกว่า มีอะไรที่เราทำได้อีก เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนี้ได้เหมือนกัน โดยที่มันอาจจะเป็นเส้นทางใหม่ ที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมก็ได้”
เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เหวินต้องเข้าพบจิตแพทย์นานนับปี เพื่อให้ก้าวข้ามความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองล้มเหลวและไม่มีค่า
“เรารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า รู้สึกว่ามันเป็นความผิดพลาดในชีวิต เพราะเราเอาตัวเองไปผูกกับ Talk to Peach ว่า Talk to Peach คือเรา เราคือ Talk to Peach เราให้มันเป็นตัวจํากัดความเราว่า ถ้าบริษัทไปได้ดี แปลว่าเราไปได้ดี พอไปผูกแบบนี้เลยทําให้เรามีปัญหาสุขภาพจิตที่ต้องเข้าพบจิตแพทย์เป็นปี ซึ่งการที่เราผ่านมาได้ก็เพราะมี Support System ที่ดี จากครอบครัวที่ดี เพื่อนฝูงที่ดี จนเดินออกมาได้แล้วเข้าใจจริงๆ ว่า ถึงไม่มีสิ่งนั้น เราก็ยังมีข้าวกินเหมือนเดิม เราก็ยังมีประโยชน์อยู่ เราก็ยังเป็นตัวเราเหมือนเดิม เราไม่ได้เปลี่ยนไป เราไม่ได้แตกต่างไป แต่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ด้วยซ้ำต่างหาก”
จากประสบการณ์นี้เอง เธอจึงอยากจะย้ำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า ความล้มเหลวนั้น ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณค่าของเรา
“หลายครั้งพอเราล้มเหลว เราก็เลิกทําธุรกิจไปเลย เพราะเราคิดว่าเราล้มเหลวแล้วเราก็ไม่อยากทําแล้ว หนีไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่เราควรมาคุยกับตัวเองจริงๆ ว่า เราชอบสิ่งนี้จริงๆ หรือไม่ และต่อให้เราล้มเหลวก็อย่าให้มันเป็นตัวชี้วัดเรา เพราะว่าบริษัทตายไป เราก็ยังอยู่ หรือเราตายไป บางทีบริษัทก็ยังอยู่ ดังนั้น อย่าปล่อยให้เรื่องนี้มาจํากัดตัวตนของเราได้อีกต่อไป”
Chapter ใหม่...Sexologist นักเพศวิทยาไม่กี่คนในไทย
เมื่อกำลังใจดีขึ้นมากแล้ว เธอจึงเดินหน้าศึกษาและให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาต่อไป โดยในระหว่างปีที่ผ่านมา สาวคนเก่งก็เข้าเรียนต่อด้านเพศศึกษา หรือ Sexuality Education ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน และได้รับการ Certified จาก American Board of Sexology มาหมาดๆ ในปีนี้
“เราเป็น 1 ในคนไทย 2 คนแรก ที่ไปเรียนด้านเพศศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เพราะอยากมั่นใจว่าเราสามารถให้คำปรึกษาได้จริงๆ และมีความรู้จริงๆ โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์กรวิชาชีพด้านเพศวิทยาคลินิก และสามารถเรียกตัวเองว่านักเพศวิทยาได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจและไม่ขัดเขิน”
วันนี้เธอได้เปิดช่อง wendi.ology บน TikTok เพื่อเป็นช่องทางในการให้ความรู้เรื่องเพศและรับปรึกษาพูดคุย เพื่อช่วยลดปัญหาการเข้าถึงเรื่องเพศศึกษาของคนไทยที่หลายเรื่องอาจจะยังเข้าใจกันแบบไม่ถูกต้องและมีการตั้งคำถามอยู่
“เวลาที่พูดถึงคําว่าเพศศึกษา หลายๆ คนจะคิดว่าเป็นเรื่องของเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะเรื่องเพศศึกษานั้นคือ รวมทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ เมื่อทั้ง 3 อย่างนี้ประกอบกัน จะทําให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเราเข้าใจร่างกายตัวเอง เข้าใจจิตใจตัวเอง และสามารถที่จะเข้าใจเรื่องของความสัมพันธ์ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหนก็ตามในชีวิต”
โดยเหวินบอกว่า หากพูดในมุมของผู้บริโภคหรือลูกค้าถึงธุรกิจและเรื่องเพศนั้นมีความต้องการที่สูง เป็นตลาดที่ใหม่ และเป็นตลาดที่มีความต้องการ แต่ยังมีคนตอบโจทย์ได้ไม่เยอะ
“ส่วนในมุมของสังคม ประเทศไทยถือว่าเปิดกว้างมากขึ้น มีหลายคนเลยที่ถามเราว่า เป็นนักเพศวิทยาแบบนี้เคยได้รับ Feedback ที่ไม่ดีบ้างไหม ต้องบอกว่าไม่เคยได้รับคำพูดลบๆ ว่า เราแย่ หรือว่าทำไมทำแบบนี้ มันผิดศีลนะ ผิดจรรยาบรรณนะ คงเป็นเพราะเราโชคดีที่อยู่ในสังคมที่เปิดกว้าง รับฟัง และเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมจะเปิดกว้าง แต่กฎหมายนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างแบบสังคม ซึ่งถือว่าเป็นความท้าท้ายของการทำธุรกิจวงการนี้
“มีอุปสรรคหลายอย่างที่จะทำให้เราขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ไปข้างหน้าได้ เช่น เรื่องของ Sex Toy, Sex Worker, สุขภาพทางเพศ หรือการข้ามเพศ ในฐานะของนักเพศวิทยา เราไม่ได้มองว่า Sex Toy เป็นเรื่องของความลามกอนาจารเพียงอย่างเดียว แต่มันคืออุปกรณ์สุขภาพทางเพศด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้เข้าใจตัวเอง ได้เรียนรู้ตัวเอง และไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เช่น ผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน มักจะเจ็บขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักๆ ของผู้หญิงเลย ทำให้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ แล้วจะมีลูกหรือมีความสุขได้ยังไง ดังนั้น ต้องอาศัยการเข้าใจตัวเองและมีตัวช่วยค่อยๆ ขยายกล้ามเนื้อ มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราจะมายกเวท 20 กิโลได้เลย ถ้าเราไม่เคยยกแม้แต่กิโลเดียวมาก่อน”
นอกจากนี้ เมื่อ Sex Toy ไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ดังนั้น ใครจะทำอะไรก็ได้ จะใช้วัสดุหรือแบตเตอรี่อะไรก็ได้ ซึ่งมีความอันตรายอยู่เยอะมาก
“ถ้าทําให้ถูกกฎหมาย เราจะได้เข้าใจและเรียนรู้ว่า วัสดุที่ใช้ทำคืออะไร เป็น Medical Grade หรือไม่ ต้องเก็บรักษาแบบไหน ทําความสะอาดแบบไหน เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้กับร่างกายของเราเอง หรือเรื่องของ Sex Worker ที่ไม่ได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างถูกต้องก็ทำให้เกิดอาชญากรรมที่เยอะ รวมถึงเรื่องของสุขภาพ เพราะจริงๆ แล้ว คนกลุ่มนี้ควรจะได้รับการตรวจเชื้ออย่างบ่อยที่สุดเท่าที่จะทําได้ ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่เราให้ความสําคัญที่สุด จึงเป็นเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก”
แม้จะดูย้อนแย้งกับวิชาชีพเบื้องหน้า เหวินบอกว่าเธอคือคนหนึ่งที่ถือศีลอย่างเคร่งครัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กินมังสวิรัติทุกเดือน และเคยโกนหัวบวชชีที่อินเดียมาแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องของเพศกับคำพูดติดปากว่าเมืองไทยเมืองพุทธนั้น จึงเป็นคนละเรื่อง
สุดท้ายแล้ว สาวที่บอกว่า ตัวเองกำลังเจอ Mid-life Crisis ที่มาก่อนวัยในช่วงอายุ 33 ปีเท่านั้น ฝากไว้ว่า การเป็นนักธุรกิจ ภาพลักษณ์อาจจะดูสวยหรู แต่จริงๆ แล้ว เบื้องหลังเต็มไปด้วยความท้าทาย อุปสรรค ความยาก และสิ่งที่ต้องก้าวข้ามเยอะมาก โดยเฉพาะการก้าวข้ามตัวเอง
“ทุกธุรกิจสามารถล้มเหลวได้ ก่อนที่เราจะสําเร็จ เราต้องล้มเหลวมาก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าความสําเร็จหน้าตาเป็นยังไง แล้วความสําเร็จของแต่ละคนก็หน้าตาไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราอย่าไปตั้งเป้าความสําเร็จตามคนอื่น เพราะสุดท้ายแล้ว พอเราไปถึงเป้าหมายนั้น เราอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้ เพราะมันไม่ใช่ความสําเร็จที่เราอยากจะได้ เพราะฉะนั้น ควรจะคุยกับตัวเองเยอะๆ ว่า จริงๆ แล้วความสําเร็จที่เราอยากจะได้คืออะไร หน้าตาเป็นแบบไหน มันมีความรู้สึกยังไง และมุ่งหน้าไปตามเป้าหมายของเรา อย่าไปไขว้เขวกับเป้าหมายของคนอื่น”
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี